เกาะเทรนด์หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล จบ COVID-19 แล้วจะไปยังไงต่อ?
จากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในประเทศไทย ตัวเลขผู้ติดเชื้อปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดคลายกังวลอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีปัญหาการกลายพันธุ์อย่าง ‘โอไมครอน’ ที่ล่าสุดยืนยันการพบผู้ติดเชื้อในประเทศไทยแล้ว แต่...หลายๆฝ่ายก็คาดว่าสาบพันธุ์ดังกล่าว ไม่รุนแรงอย่างที่กังวล ทำให้ตลาดทุนผ่อนคลายในทิศทางที่ดี จึงเกิดคำถามว่าหาก COVID-19 จบลงแล้ว หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล จะเป็นอย่างไรต่อไป Wealthy Thai มีคำตอบมาให้แล้ว
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุว่า เรามองว่าผลประกอบการของกลุ่ม รพ.ผ่านจุดพีคไปแล้วในไตรมาส 3/64 ซึ่งถือว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอก 4 รุนแรงสุด ขณะที่คาดไตรมาส 4/64 ผลประกอบการจะชะลอตัวจากไตรมาส 3/64 เพราะสถานการณ์แพร่ระบาดที่เริ่มบรรเทาความรุนแรงลง
ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนได้รับวัคซีนมากขึ้น จากการสอบถามผู้ประกอบการพบว่ายอดรักษาผู้ป่วย COVID-19 ในเดือน ต.ค.- พ.ย. ลดลง 40-50% จากไตรมาส 4/64 ขณะที่รัฐบาลประกาศลดอัตราค่าชดเชยสำหรับบริการ COVID-19 ราว 200 บาทต่อครั้ง จากเรทปัจจุบันที่ เฉลี่ย 1,600 บาท ส่วนค่ารักษาผู้ป่วย COVID-19 ลดลง 15-20%
อย่างไรก็ตามเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดกำไรยังเติบโตเด่น ซึ่งคาดรายได้เกี่ยวกับการรักษา COVID-19 ยังดีกว่าปีก่อน ดังนั้นภาพรวมปี 2564 คาดผลประกอบการในปี 2564 หุ้นกลุ่ม รพ. ภายใต้ Coverage 8 บริษัทฟื้นตัว 78% เป็น 14,948 ล้านบาท ซึ่งหลัก ๆ มาจากผลบวกจากการให้บริการตรวจและรับการรักษาเกี่ยว COVID-19
ในปี 2564 คาดผลประกอบการของ กลุ่ม รพ. เล็ก – กลาง ที่เน้นผู้ป่วยในประเทศจะฟื้นตัวโดดเด่น จากรายได้เกี่ยวกับ COVID-19 โดยพบว่า BCH เป็น รพ. ที่มีเคสตรวจ COVID-19 สูงสุดใน รพ.เอกชน แต่หากแบ่งตามสัดส่วนรายได้จากการให้บริการเกี่ยวกับ COVID-19 ทั้งหมด พบว่า IMH และ BCH เป็น รพ.ที่มีสัดส่วนรายได้สูงสุดที่ 50% รองลงมา คือ EKH ที่ 30% ส่วน รพ.ที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติสูง ได้แก่ BH และ BDMS แม้ว่ารายได้จากกลุ่มลูกค้าต่างชาติจะถูกกระทบ แต่ก็มีรายได้จากการ ให้บริการตรวจ COVID-19 รวมทั้งมีรายได้จากการจัดให้ รพ. และโรงแรมในเครือเป็นที่กักตัวมาช่วยเสริม
ขณะที่คาดว่าผลประกอบการในปี 2565 กำไรปกติจะชะลอตัว 15% จากปี 63 เป็น 12,653 ล้านบาท โดย รพ.ที่เคย Outperform ที่มีรายได้เกี่ยวกับการให้บริการเกี่ยวกับ COVID-19 สูง มีโอกาสที่กำไรจะปรับลดลงจากฐานที่สูง ได้แก่ BCH EKH IMH LPH
ส่วน รพ. ที่จะกลับมา Outperform คาดว่าจะเป็น รพ. ที่มี สัดส่วนรายได้จากต่างชาติสูง เช่น BH และ BDMS ซึ่งรับผลบวกจากการเปิดประเทศ อย่างไรก็ตามตัว แปรสำคัญที่อาจทำให้สถานการณ์แตกต่างจากที่คาดไว้ คือ การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 สาย พันธุ์ใหม่ Omicron ซึ่งเริ่มระบาดไปยังหลายประเทศ และล่าสุดวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา สาธารณสุขได้ยืนยันว่ามีการพบผู้ป่วย COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ โอไมครอน ในประเทศไทยแล้ว อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่า การระบาดของ Omicron จะไม่ได้รุนแรงมาก
กลยุทธ์หลัง COVID-19 กลับมาจับตลาดประกัน และตลาดผู้สูงอายุ
ภาพรวมอุตสาหกรรมโรงพยาบาลหลังผ่านช่วง COVID-19 ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จะกลับสู่วัฏจักรการเติบโตตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร มองว่ากลุ่มคนไข้ต่างชาติจะฟื้นตัวในปี 2565 จากการเปิดประเทศ ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลกลับมามุ่งกลยุทธ์ในการขยายศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง และศูนย์การรักษาสำหรับผู้สูงอายุตามแนวโน้มโครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโต อื่น ๆได้แก่ การขยายตัวของชุมชนเมือง, อัตราการเสียชีวิตโรคซับซ้อนรุนแรงมากขึ้น, นโยบายประเทศจีนที่สนับสนุนให้มีลูกได้เพิ่มเป็น 3 คน ซึ่งส่งผลบวกต่อธุรกิจ IVF ในไทย และการเติบโตของตลาดประกันสุขภาพ เป็นต้น
ดังนั้นให้น้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” ด้วยผลประกอบการหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่มองว่าผ่านจุดพีคในไตรมาส 3/64 ซึ่งคาดว่าจะเป็นไตรมาสที่ดีสุดในรอบหลายปี ซึ่งตลาดได้รับรู้ไปแล้ว กลยุทธ์การลงทุนกลุ่ม รพ. แนะนำการลงทุนแบบ selective เเลือก BDMS (เป้าหมาย 27.90) เป็น Top pick ของกลุ่ม คาดปี 2565 จะรับผลบวกจากการเปิดประเทศ ซึ่งก่อนช่วง COVID-19 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากต่างชาติราว 35% ของรายได้รวม
ปัจจัยสนับสนุนปี 65
ส่วนปี 2565 มองว่ากลุ่ม รพ. ที่มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติจะฟื้นตัวเด่นหลังเปิดประเทศ ซึ่ง คาดว่ากลุ่มลูกค้าต่างชาติจะเริ่มกลับเข้ามารักษามากขึ้น โดยโรงพยาบาลที่เราคาดว่าจะฟื้นตัวเด่น ได้แก่ BH, BDMS, EKH รองลงมา ได้แก่ THG และ BCH ภาครัฐจะส่งเสริมการลงทุนในภาคธุรกิจโรงพยาบาล เนื่องจากมีศักยภาพในการเติบโตที่ แข็งแกร่งและได้รับแรงหนุนจากวิกฤต COVID-19 อีกทั้งรัฐบาลได้ลงทุนในหลายโครงการที่ เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพ และโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่ตั้งอยู่ในเขต เศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงโครงการ Genomics Thailand
จบ COVID-19 กลับมาเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าประกัน และศูนย์เฉพาะทาง กลุ่มลูกค้าประกันมีแนวโน้ม และโอกาสในการเติบโตสูง ส่วนตลาดศูนย์การแพทย์เฉพาะทางมีเทรนด์ที่กำลังเติบโต ได้แก่ ศูนย์ผู้มีบุตรยาก IVF ศูนย์ศัลยกรรมความงาม และ ศูนย์เวชศาสตร์ กัญชง – กัญชา ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกในไทย อีกทั้งการระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้กลุ่ม รพ. เริ่มใช้ Telemedicine กันมากขึ้น
สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เต็มรูปแบบ ทำให้กลุ่ม โรงพยาบาลเอกชนเริ่มปรับกลยุทธ์มาเน้นการให้บริการคนไข้ผู้สูงอายุมากขึ้น โดยช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทยอยเปิดศูนย์เกี่ยวกับผู้สูงอายุได้แก่ BDMS Wellness Clinic (กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ), Jin Wellbeing County (กลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี) และศูนย์ สุขภาพดูแลผู้สูงวัย (กลุ่มโรงพยาบาลบางปะกอกกล้วยน้าไท และโรงพยาบาลยันฮี) ขณะที่ TNH, PR9 และอีกหลายโรงพยาบาลมีแผนจะเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรใน 1 -2 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้การเติบโตของชุมชนเมืองเป็นบวกต่ออุตสาหกรรม รพ. เอกชน จากการคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติระบุว่าระดับความเป็นเมือง (Urbanization rate) ของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 47.7% ในปี 2558 เป็น 55% ในปี 2568 นอกจากนี้ยังได้ผลบวกจากนโยบาย ของรัฐบาล อาทินิคมอุตสาหกรรม โครงการ EEC และการเติบโตของชุมชนเมืองในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้ผู้ใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น

BDMS เป็นหุ้นเด่น
เลือก BDMS เป็นหุ้นเด่นในปี 2564 คาดผลประกอบการได้แรงหนุนจากรายได้ เกี่ยวกับการให้บริการ COVID-19 ขณะที่ปี 2565 จะยังเติบโตต่อเนื่องหลังเปิดประเทศ ลูกค้าต่างชาติจะกลับมารักษา โดยมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของ BDMS คาดไตรมาส 4/64 แม้คาดว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะเริ่มบรรเทาความรุนแรงลง คาดว่ารายได้เกี่ยวกับการให้บริการ COVID-19 จะลดลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังคาดว่ายังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในช่วงปลายปียังมีรายได้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนมาเสริม ประกอบกับแผนเปิดประเทศ ในเดือน พ.ย. ซึ่งคนไข้ต่างชาติเริ่มกลับเข้ามารักษาได้ ภาพรวมปี 2564 คาดกำไรปกติฟื้นตัว 15% เป็น 6,971 ล้านบาท
ส่วนปี2565 BDMS ยังมีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง และ Outperform กลุ่ม รพ. ส่วนใหญ่ที่คาดว่าผลประกอบการมีโอกาสปรับลดลงจากฐานที่สูง แม้คาดว่ารายได้จากการให้บริการเกี่ยวกับ COVID-19 จะปรับลดลง แต่คาดว่าบริษัทจะรับผลบวกจากการเปิดประเทศ ซึ่งคนไข้จากต่างประเทศจะกลับมารักษา รวมถึงยังมี pent up demand ของโรคซับซ้อน ที่รอการรักษาอยู่มาก
ซึ่งประเมินรายได้จะที่ 80,791 ล้านบาท โต 13%จากปี 64 คิดเป็น 95% ของรายได้ในระดับปกติก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 โดยสัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าต่างชาติจะกลับมาสู่ระดับปกติที่ 30% เทียบกับช่วง COVID ปี2563 –2564 ที่ลดลงมาเหลือ 21% และ18% ตามลำดับ คาดกำไรปกติปี 2565 เติบโต 28% เป็น 8,891 ล้านบาท
BCH ขยายกลุ่มลูกค้าประกัน
BCH แนวโน้มในไตรมาส 4/64 คาดว่าผลประกอบการจะชะลอตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ที่เริ่มบรรเทาความรุนแรงลง เคสตรวจ และรักษา COVID-19 เริ่มลดลง แต่เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่ายังเติบโตโดดเด่น ภาพรวมปี 2564 คาดกำไรปกติที่ 5,204 ล้านบาท โตเด่น 323%จากปีก่อน
ขณะที่เนื่องจากปี 2564 เป็นปีที่ไม่ปกติ บริษัทจึงเปรียบเทียบกับฐานปีที่เป็นปกติก่อน COVID-19 โดยตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2565 จะเติบโตราว 104% เมื่อเทียบกับรายได้ปี 2563 ที่ไม่รวมรายได้เกี่ยวกับ COVID-19 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1) pent up demand หรืออุปสงค์คงค้างในการเข้ารับรักษาโรคซับซ้อน 2) ฐานลูกค้าใหม่ที่ บริษัทได้เพิ่มมากว่า 2 ล้านคนในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ผลบวกจากคนเข้ารับการรักษา COVID-19 3) การเปิดศูนย์เฉพาะทางใหม่ ๆ เช่น การเปิดศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่ง ปัจจุบันมีการเปิดครบ 5 ศูนย์คาดว่าจะเพิ่มรายได้ราว 150 ล้านบาทต่อปี
4) คาดหวัง ลูกค้าต่างชาติกลับมาเป็นบวกต่อ โรงพยาบาล WMC 5) การขยายกลุ่มลูกค้าประกัน โดยจับมือกับวิริยะ 6) รายได้ประกันสังคมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เยื่องจากบริษัทได้โควตา ประกันสังคมเพิ่ม 283,000 แสนรายหรือ 22% จาก 1.2 ล้านรายเป็น 1.5 ล้านราย
คาดผลประกอบการปี 2565 ปรับลดลง 68% เป็น 1,679 ล้านบาท เนื่องจากฐานที่สูง ซึ่งในปี2564 สัดส่วนรายได้จากการให้บริการเกี่ยวกับ COVID-19 มากกว่า 50% ส่วนปี 2565 คาดว่ารายได้เกี่ยวกับ COVID-19 ยังมีแต่จะลดลง ขณะที่จะได้ ผลบวกจากการเปิดประเทศ คนไข้ต่างชาติจะเริ่มกลับมา รวมถึง pent up demand ของกลุ่มลูกค้าโรคซับซ้อน
แนะนำ “ซื้อ” แม้ตลาดมองว่าผลประกอบการจะพีคสุดในไตรมาส 3/64 ส่วนปี2565 จะชะลอตัวจากฐานที่สูง แต่หากเราไปเทียบกับระดับกำไรช่วงปี2562-2563 ถือว่ายังเติบโตดีกว่า ซึ่งมาจากทั้ง organic growth ที่ถือว่าเป็นการปรับฐานรายได้ และกำไรที่สูงขึ้น และ pent up demand หากอิงเป้าหมายรายได้ที่เติบโตถึง 104% จากรายได้ปี2563 ที่ไม่รวม COVID-19 ซึ่งมองว่ามี Upside Risk ในการปรับเพิ่มประมาณการ เบื้องต้นคงมูลค่าพื้นฐานในปี 2565 ที่ 31.20 บาท
IMH นำโรงพยาบาลเข้าตลาดหุ้น
IMH แนวโน้มในไตรมาส 4/64 แม้ว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 จะบรรเทาความรุนแรงลง แต่คาดผลประกอบการยังคงเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งนอกจะเข้า high Season ของธุรกิจปกติของบริษัท ซึ่งจะมีรายได้ตรวจสุขภาพเข้ามามากขึ้น ส่วนรายได้จากการให้บริการ COVID-19 ยังคงเข้ามาต่อเนื่อง จากการให้บริการฉีดวัคซีนให้กับองค์กร รวมถึงการ ตรวจภูมิสำหรับคนที่ได้รับวัคซีนแล้ว ภาพรวมปี 2564 คงประมาณการกำไรสุทธิที่ 362 ล้านบาท พลิกฟื้นจากปีก่อนที่มีผลขาดทุน 17 ล้านบาท
ในปี 2565 คาดกำไรจะปรับลดลง 47% จากปีนี้ เหลือ 192 ล้านบาท จากฐานที่สูง ซึ่งคาดว่ารายได้เกี่ยวกับการให้บริการเกี่ยวกับ COVID-19 จะลดลง ซึ่งถือว่าอนุรักษ์นิยม ต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัทที่คาดว่ารายได้จะปรับลดลงไม่มาก เนื่องจากบริษัทพยายามหารายได้อื่นมาชดเชย ได้แก่ การเปิดศูนย์แพทย์เฉพาะทางรักษาโรคผู้ป่วยหลังโควิด เช่น โรคปอดติดเชื้อ และ โรคทางเดินหายใจ และคาดว่าธุรกิจหลักบริการตรวจสุขภาพ จะเติบโตดีกว่าปกติ เนื่องจากคนให้ความใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมี ประเด็นบวกที่เรายังไม่ได้นับรวมในประมาณการ ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าให้บริษัท ได้แก่ 1) แผนในการเปิดศูนย์เวชศาสตร์กัญชงกัญชา ทางการแพทย์ 2) แผนในการเข้าซื้อกิจการโรงพยาบาลอีก 1 แห่ง ขนาด 100 – 300 เตียง 3) แผนในการนำบริษัทลูก รพ. ประชาพัฒน์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
แนะนำ “ซื้อ” ราคายังถูก และประเด็นบวกรออยู่ ยังมองว่าหุ้น IMH มีความน่าสนใจปี 2564 ผลประกอบการ Turnaround ผลบวกจากรายได้เกี่ยวกับ COVID-19 และผลจากการควบรวมกิจการ (M&A) ทำให้ฐานกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนปี 2565 จะรับผลบวกจากการรับรู้รายได้รพ.ประชาพัฒน์เต็มปี แต่กำไรจะปรับลดลงจากฐานที่สูง แต่ก็ยังมีประเด็นบวก M&A ที่ยังไม่รวมในประมาณการ เบื้องต้นคงมูลค่าพื้นฐานปี 2565 ที่ 19.20 บาท
EKH อยู่ระหว่างศึกษาในการนำกัญชงมารักษาผู้ป่วย
EKH แนวโน้มไตรมาส 4/64 คาดสถานการณ์ COVID-19 น่าจะบรรเทาความรุนแรงลง แต่รายได้คาดยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานที่ต่ำ และบริษัทยังมีรายได้จากการฉีดวัคซีนเข้ามาเสริม ภาพรวมปี 2564 คาดบริษัทจะมีกำไรสุทธิทุบสถิติที่ 331 ล้านบาท เติบโต 359%จากปีก่อน
ในปี 2565 คาดกำไรที่ 188 ล้านบาท ลดลง 43%จากปีนี้ แม้คาดว่าบริษัทจะได้ผลบวก จากธุรกิจ IVF ที่ฟื้นตัว หลังกลับมาเปิดประเทศ ซึ่งลูกค้าจีนจะกลับมารักษา โดยรายได้จาก IVF ก่อนได้รับผลกระทบ COVID-19 อยู่ที่ 25% และสัดส่วนลูกค้าจีนกว่า 90% อย่างไรก็ตามด้วยฐานกำไรที่สูงในปีนี้ซึ่งคาดว่าปีหน้ารายได้จะปรับลดลง 22% เหลือ 907 ล้านบาท
ทั้งนี้มีมุมมองเป็นบวกต่อแผนในการเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มรายได้ให้ บริษัทราว 50-60 ล้านบาทต่อเดือน และอยู่ระหว่างศึกษาในการนำกัญชงมารักษาผู้ป่วย ในรูปแบบคลินิกกัญชาเพื่อการแพทย์ ซึ่งจะต่อเนื่องหลังจากการเปิด ศูนย์ผู้สูงอายุจะนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมรายได้ให้บริษัท
แนะนำ “ซื้อ” แม้ว่าในเชิง sentiment ตลาดจะลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นในกลุ่ม ร.พ. ลง โดยเฉพาะ ร.พ.ที่ได้ประโยชน์จาก COVID-19 เนื่องจากมองว่าพีคไปแล้ว อย่างไรก็ตามมองว่าปี 2565 แม้กำไรจะชะลอตัวจากฐานสูง แต่คาดว่ายังเติบโตดี จากช่วงก่อนเกิด COVID-19 ในช่วงปี 2562 เนื่องจากประชาชนกลับมาให้ความสนใจ ด้านสุขภาพมากขึ้น และเชื่อว่ารายได้เกี่ยวกับ COVID-19 ยังมีอยู่รวมถึงรายได้จากการขยายธุรกิจใหม่ๆ ด้านสถานะทางการเงินของ EKH ค่อนข้างแข็งแกร่ง ไม่มีภาระหนี้สิน คงมูลค่าที่เหมาะสม ปี2565 ที่ 9.60 บาท
