BCP – KSL ประกาศความร่วมมือ พร้อมสร้างการเติบโตให้ BBGI คาดเริ่มเสนอขายหุ้น IPO เดือนมี.ค.นี้
BBGI จะกลายเป็นบริษัทที่จะสร้างการเติบโตครั้งใหม่ให้กับทั้ง ‘กลุ่มบางจากฯ’ และ ‘กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น’ ในอีก 10-20 ปีข้างหน้าที่โลกจะเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล มายังธุรกิจด้าน bio technology ในขณะเดียวกันยังจะมุ่งเน้นไปยังสินค้าผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง ที่จะสร้างการเติบโตให้กับทั้ง 2 กลุ่มด้วย
คุณชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทบางจากฯ หรือ BCP เปิดเผยว่า กลุ่มบางจากให้ความสำคัญกับธุรกิจสีเขียว และ Bio technology เพื่อพัฒนาต่อยอดธุรกิจด้านสีเขียวของ BCP ในอนาคต
ทั้งนี้ BCP เดินหน้าแผนดังกล่าวมาโดยตลอด และได้ร่วมมือกับ ‘กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น’ ในการก่อตั้ง ใหญ่ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI โดยเริ่มต้นใน 5 ปีที่ผ่านมา โดย BCP ต้องการเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพรายใหญ่ของไทย และเป็นรายเดียวที่มีความหลากหลายของวัตถุดิบ ทำให้มีความเสถียรในราคาและวัตถุดิบ และเรามีผลประกอบการที่ดีที่สุดในกลุ่ม มีฐานมั่นคง
BCP เรามองว่า กลุ่มเชื้อเพลิงฟอสซิล จะมีแนวโน้มธุรกิจที่ดีเพียงแค่ 10 ปีข้างหน้า และในอนาคต หลังจากนี้เราต้องการต่อยอดไปยังสินค้า Hi value โปรดักที่จะต่อยอดไปอีก 10 – 20 ปีข้างหน้า เป็นการเติบโตใหม่ของบริษัท
นายชลัช ชินธรรมมิตร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น กล่าวว่า ในด้านความร่วมมือ KSL จะให้ความร่วมมือในแง่เทคนิค ซึ่งผลิตภัณฑ์ของ BBGI จะต้องใช้ความสามารถในแง่การหมักการกลั่น ที่เรามีความเชี่ยวชาญ KSL จะมาช่วยสร้างความรู้ให้ BBGI ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ และเติบโตอย่างก้าวกระโดดพร้อมเป็นผู้นำในธุรกิจได้ทันที
KSL พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมผ่านการวิจัยและพัฒนา เพื่อรองรับการขยายธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำตาลอย่างครบวงจร โดยนำผลพลอยได้ที่เกิดจากกระบวนการผลิตไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนำจุดแข็งของกลุ่มน้ำตาลขอนแก่นที่เป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ มาช่วยสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบให้แก่ BBGI จากฐานการผลิตของโรงงานน้ำตาลรวม 5 แห่ง ซึ่งมีอัตราการหีบอ้อยรวม 131,500 ตันอ้อยต่อวัน โดยมีคาดการณ์ปริมาณอ้อยเข้าหีบปี 2565 อยู่ที่ 6.14 ล้านตันอ้อย
นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันจากการที่มีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างกลุ่มบางจากฯ และกลุ่มน้ำตาลขอนแก่น ซึ่งเป็นผู้ประกอบการชั้นนำในธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำของผลิตภัณฑ์เอทานอลและไบโอดีเซล รวมกับการนำความรู้และประสบการณ์กว่า 17 ปีด้านเทคโนโลยีชีวภาพของ BBGI เอง มาต่อยอดโดยใช้เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง ในอนาคตอันใกล้นี้ BBGI มีเป้าหมายที่จะเริ่มโครงการโรงงานพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง (Contract Development and Manufacturing Organization (CDMO)) ซึ่งสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงต่างๆ เช่น เอนไซม์, คอลลาเจน, เวย์โปรตีนจากนม, โปรตีนจากไข่ ตลอดจนผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก โดยโรงงาน CDMO นี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและกำลังการผลิต แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดการเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติ และลดต้นทุนได้ดีกว่าการผลิตแบบดั้งเดิม
นายกิตติพงศ์ กล่าวเสริมว่า “BBGI มีรายได้ที่มั่นคงและเติบโตมาโดยตลอดหลายปี แม้ว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แต่ด้วยการบริหารจัดการที่ดี ส่งผลให้มีกำไรสุทธิเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 – 2563 มีกำไรสุทธิจำนวน 152 ล้านบาท 387 ล้านบาท และ 845 ล้านบาท ตามลำดับ เติบโตอย่างแข็งแกร่งมากกว่า 100% ต่อปี ขณะที่งวด 9 เดือนปี 2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 903 ล้านบาท เติบโต 59% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ BBGI มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และพร้อมที่จะเติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต”
ม.ล. ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า BBGI ถือเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ที่มีความแข็งแกร่งด้านองค์ความรู้และประสบการณ์เทคโนโลยีชีวภาพมาอย่างยาวนาน เป็นบริษัทที่มีส่วนผสมทั้งธุรกิจที่มั่นคงและมีรายได้ที่แข็งแกร่งอย่างเช่นธุรกิจ Biofuel ที่ถือได้ว่าเป็น Cash cow ของกลุ่มบริษัทฯ และธุรกิจ High Value Bio-Based Products ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างดี และยังมีศักยภาพการเติบโตอีกมาก ทำให้ BBGI เป็นหุ้นอีกหนึ่งตัวที่มีความโดดเด่น ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด มีความมั่นใจว่า BBGI จะเป็นหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมอีกตัวหนี่งในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สำหรับความคืบหน้าของการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ คาดว่าจะเริ่มกระบวนการจองซื้อในเดือนมี.ค.นี้ ส่วนกระบวนการต่างๆจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป
