Exclusive ผ่ากลยุทธ์ CHG เติบโตไม่สิ้นสุดแม้จะหมด Covid-19
หนึ่งในหุ้นที่สร้างกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นท่ามกลางการระบาดของโควิด อย่าง CHG หรือ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) สะท้อนจากงวด 9 เดือนปี 2564 ทำกำไรสุทธิเติบโตมาที่ระดับ 2,391.40 ล้านบาท ทำได้มากกว่าที่ปี 2563 ที่อยู่ระดับ 876.62 ล้านบาท
เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์ที่ต่างออกมาประเมินกำไรปี 64 จะเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ประเมินว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 อยู่ที่ 916 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 261%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้กำไรปกติทั้งปี 2564 จะอยู่ที่ 3.3 พันล้านบาท เติบโต 286%จากปีก่อน สูงกว่าตลาดคาด 9%
การเติบโตอย่างโดดเด่นดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากโควิด ส่งผลให้นักลงทุนต่างกังวลว่า เมื่อปัญหาของโควิดคลี่ลายลง การเติบโตจะยังน่าสนใจหรือไม่ ดังนั้นวันนี้ Wealthy Thai จึงได้พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของ CHG อย่างแพทย์หญิงชุติมา ปิ่นเจริญ ในฐานะกรรมการบริหาร, รองกรรมการผู้จัดการ, ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 อินเตอร์ และกรรมการลงทุนและการบริหารความเสี่ยง ที่จะมาเปิดเผยกับการเติบโตและความน่าสนใจของ CHG ให้กับนักลงทุน
คุณหมอเล่าว่า ในช่วง 9 เดือนปี 64 ที่ผ่านมา จะเห็นว่า การระบาดของโควิด-19 ถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก โดยจุดพีค อยู่ในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ย. ทำให้รายรับในช่วงนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงพอสมควร ส่งผลให้รายได้ในช่วงไตรมาส 3 จะมาจากโควิดเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการรักษา เป็นต้น
แต่ในส่วนของ CHG ไม่ได้มีแค่ในส่วนของโควิด เนื่องจากบริษัทมีศูนย์หัวใจ ศูนย์สโต๊ค ซึ่งโรคอื่นๆที่คอยได้ในช่วงโควิดคนไข้กลัวโรงพยาบาล ไม่กล้าที่จะเข้ามาใช้บริการ แต่ของบริษัทไม่ได้หายไป เพราะว่า โรคหัวใจ และสโต๊ค เป็นโรคของหลอดเลือดที่ไม่สามารถรอคอยได้ เพราะฉะนั้นบริษัทยังมีรายได้จากส่วนนี้เข้ามาเพิ่มเติมด้วย ซึ่งแตกต่างจากที่อื่น
หากมองมายังปี 2565 เมื่อการระบาดของโควิดคลี่คลายลง คุณหมอบอกว่า ในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาสที่ 2 ของ2565 บริษัทยังจะมีรายรับจากการฉีดวัคซีน ที่ได้รับกว่า 4 แสนโด๊ส โดยจะเข้ามาในช่วงไตรมาส 1-2/2565 แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าวัคซีนจะทยอยเข้ามาได้เมื่อไหร่ และประชาชนจะฉีดวัคซีนได้ช่วงไหน แต่จะต้องจบภายในไตรมาส 2/2565 เบื้องต้นคาดว่าไม่ต่ำกว่า 3 แสนโด๊สที่จะรับรู้ในไตรมาส 1-2/2565 เนื่องจากบางส่วนมีการทยอยรับรู้ไปบ้างแล้วในไตรมาส 4/2564 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ในช่วงไตรมาส 1-2/2565 มีการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่บริษัทรับเข้ามาดูแลเฉลี่ย 1,000 รายต่อวันโดยประมาณอีกด้วย
ส่วนการเติบโตแบบ Organic Growth ก็ยังมีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เนื่องจากบริษัทมี ศูนย์หัวใจ กว่า 4 แห่ง คาดสร้างรายได้ปีละประมาณ 500 ล้านบาท และ ศูนย์สโต๊ค ที่มีเคสรักษาเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับโรคหัวใจ โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะทำ เพราะไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยคนไข้คนเดียว แต่ถ้าช่วยให้คนไข้ไม่พิการ หรือหายได้เร็ววัน ก็ทำให้เขาสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ ซึ่งบริษัทมีทีมแพทย์ที่คอยดูแลตลอด 24 ชม.อีกด้วย
“ศูนย์หัวใจในปีที่ผ่านมาบริษัทได้เซ็นสัญญากับโรงพยาบาลภาครัฐ 3 แห่ง โดยศูนย์แรก คือ รพ.สิรินธร รพ.สมุทรปราการ และรพ.เมืองระยอง โดยทั้ง 3 แห่งรวมของจุฬารัตน์เป็น 4 แห่ง จะทำให้บริษัทมีรายได้จากศูนย์หัวใจ น่าจะปีละประมาณ 500 ล้านบาท”
หากถามว่าเหตุผลอะไรที่เข้าสู่ธุรกิจศูนย์หัวใจ ศูนย์สโต๊ค เนื่องจากมองว่า โรคดังกล่าวหากรักษาได้เร็ว และทันท่วงทีสามารถหยุดยั้งความพิการ หยุดยั้งที่จะเป็นปัญหาของสังคม ให้คนไข้สามารถดูแลตัวเองได้ โดยมองว่าเรื่องราวเหล่านี้มีคุณค่ามาก แต่ก็จะมีความยากสำหรับโรงพยาบาลของรัฐ เนื่องจากไม่สามารถบริการได้ตลอด 24 ชม. แต่เอกชนมีความคล่องตัวที่จะดูแลได้ CHG ประสบความสำเร็จในเรื่องของหัวใจ จนมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก ขณะที่ศูนย์สโต๊คบริษัทจะวางไว้ที่จุฬารัตน์แห่งเดียว โดยไม่จำเป็นต้องอยู่หลายแห่ง แต่มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถเชื่อมต่อเข้าหากันได้ทุกที่
ขณะเดียวกันการผ่าตัดในช่วงก่อนโควิด บริษัทเป็นอันดับ 5 ของประเทศ สะท้อนจากสิ่งที่ทำแล้ว สามารถทำได้ดี และมีทีมขนาดใหญ่เพื่อดูแลคนไข้ นอกจากนี้บริษัทยังมีการรักษาในเรื่องของการต่อเส้นเลือด โดยมีวิธีการรักษาที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญจนเป็นสถานที่ฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้วย
“CHG พูดมาตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นว่า จะขยายขีดความความสามารถ เพราะฉะนั้นอยากจะบอกให้มั่นใจว่าแม้สาขาไม่ใหญ่มากนัก แต่เรื่องของความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมในโรคความเป็นความตาย ซึ่งรายได้ของเราก็จะมาจาก Organic Growth ของเรา ภายใต้แนวคิดเอาจุดแข็งของเอกชนที่มีความคล่องตัวได้มากกว่ารพ.รัฐ เรารู้ว่าสังคมขาดอะไร ต้องการอะไร เราสามารถควบคุมต้นทุนได้ดี ราคาเราไม่ได้สูงมาก แต่อยู่ในที่รับได้ เราอยู่ได้ คนไข้ก็อยู่ได้”
คุณหมอเล่าอีกว่า จากความเชี่ยวชาญของบริษัทในหลายๆอย่าง จึงได้ขยายไปสู่การบริหารโรงพยาบาล โดยปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่บริษัทบริหาร คือ รพ. เมืองพัทยา โดยมองว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการบริหารอย่างเดียว แต่จะได้ในแง่ของการรักษาอีกด้วย อย่างเช่น หากเป็นโรคที่มีการรักษาค่อนข้างยาก ก็สามารถส่งต่อมายังโรงพยาบาลของบริษัทได้อีกด้วย โดยมีแผนขยายโรงพยาบาลเพิ่มเติมในรูปแบบ Public Private Partnership หรือ PPP ในอนาคตด้วย
ส่วนประกันสังคมในปี 2565 บริษัทยังได้รับโควต้าเพิ่มขึ้นเป็น 562,000 ราย จากเดิม 526,000 ราย โดยปกติจะมีการเติบโตราว 3% ของทุกๆปี ในจำนวนยอดผู้ประกันตน แต่ในปี 2565 อาจจะเติบโตมากกว่า 3% เนื่องจากได้รับโควต้าที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่จะเติบโตมากกว่า คือรายรับ จากประกันสังคมที่บริษัทจะได้รับ เนื่องจาก บริษัทรักษาโรคที่มีความยาก จึงมีค่ารักษาที่สูง
สำหรับโครงสร้างรายได้หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนโควิด อย่างปี 2563 ประกันสังคมอยู่ราว 37% และส่วนอื่นๆราว 63% แต่ในปี 2564 คาดว่าสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เนื่องจากการระบาดของโควิด อย่างไรก็ตามตัวเลขของประกันสังคม จำนวนโควต้าก็ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ยอดเงินแม้จะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าปีอื่นๆ เนื่องจาก ไม่สามารถรักษาคนไข้ได้ในช่วงโควิด และมีการเลื่อนเคสในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้บริษัทวางงบลงทุน 300-500 ล้านบาทต่อปี เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ โดยศูนย์มะเร็งครบวงจรโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 ที่มีจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 65 ขณะที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์แม่สอดอินเตอร์ฯ เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดให้บริการไม่เกินต้นปี 2566
ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนเตียงทั้งสิ้นประมาณ 749 เตียง วางเป้าหมายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นอีกราว 500 เตียง โดยเบื้องต้นภายในปลายปี 65 หรือต้นปี 66 มีแผนขยายจำนวนเตียงเพิ่มเติมประมาณ 200 เตียง โดยในช่วง 3-5 ปีวางเป้าการเติบโตของรายได้เติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี และในปี 2565 คาดว่ารายได้จะเติบโตไม่น้อยกว่า 10% เมื่อเทียบกับฐานปี 2563
ฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ ดึงลูกค้าตะวันออกกลาง
ขณะที่กลุ่มลูกค้า ต่างชาติ ที่รอคอยการกลับมาในปี 2565 โดยจากเดิมกลุ่มลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่เป็นตะวันออกกลาง ดังนั้นหากประเด็นฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ เชื่อว่าอาจจะเป็นผลพวงทำให้คนไข้ตะวันออกกลางปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับบริษัทยังมีฐานลูกค้าเมียนมา กัมพูชาที่คาดจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งกลยุทธ์ดึงลูกค้าต่างชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของมาร์เก็ตติ้ง และคนไข้บอกต่อ อย่างตะวันออกกลางที่บริษัททำอยู่มาหลายปี คนไข้ที่เข้ามาใช้บริการเป็นการบอกต่อกันเอง แต่อย่างไรก็ตามหากเปิดตลาดในช่วงเริ่มต้นจะต้องผ่านเอเจนซี่ก่อน โดยสัดส่วนคนไข้ต่างชาติปี 63 อยู่ที่ราว 4% และหลังจากมีการเปิดประเทศเพิ่มขึ้นเชื่อว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเป็น 10% ในอนาคต
“จุดเด่นของเรา คือ คุณภาพ และวิสัยทัศน์ ที่จะมุ่งรักษาโรคยากเพิ่มขึ้น โดยคุณเป็นโรงพยาบาล คุณต้องเก่ง คุณต้องดี และจะเด่นได้จะต้องรักษาโรคยากได้ด้วย ”
สุดท้ายนี้คุณหมอบอกว่า สำหรับนักลงทุนหลายคนที่เป็นห่วง และกังวลว่าหากไม่มีโควิด รายได้จะมาจากไหน จะหายไปหรือไม่ จึงอยากจะบอกว่า ถ้าหากโควิดหายไปจากโรคระบาด จนกลายเป็นโรคประจำถิ่น เท่ากับว่าเราจะมีอีกหนึ่งโรคเพิ่มเข้ามา เช่นเดียวกันกับการดำเนินชีวิตที่จะกลับไปเป็นปกติ เคสที่หายไปน่าจะกลับเข้ามา ทั้งคนไข้ต่างชาติก็เช่นกัน ขณะที่ CHG มีโครงการที่ทำไว้ในช่วงที่ผ่านมา ก็จะเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลประโชยน์ เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแม้คนไข้ไม่ได้เข้ามารักษา แต่ก็มีการติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งศูนย์หัวใจที่เปิดไว้ในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน ก็จะเป็นอีกธุรกิจช่วยส่งเสริมเราเพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีโควิด แต่ CHG ยังมีฐานรายได้จากธุรกิจหลายทางที่จะส่งเสริมซึ่งกันละกันด้วย

