สะสม 8 หุ้น ผลงานดี-ราคา Laggard หลบภัยในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน
ตลาดหุ้นทั่วโลกยังผันผวนจากความกังวลสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน หลังรัสเซียรับรองเอกราชให้แคว้นลูฮันส์ (Luhansk) และโดเนตส์ก (Donetsk) ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งสหรัฐตอบโต้รัสเซียผ่านการออกคำสั่งคว่ำบาตร โดยห้ามชาวอเมริกันทำการค้าหรือการลงทุนในทั้งสองแคว้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงรุนแรง
ในขณะที่ตลาดหุ้นไทย แม้จะปรับตัวลงตอบรับปัจจัยลบดังกล่าว แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะได้รับผลกระทบไม่มาก เพราะเม็ดเงินต่างชาติยังไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ต่อเนื่อง ซึ่งตลาดหุ้นไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอยู่ ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงแนะนำให้เข้าสะสมหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานดีในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลง
โดยนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว อาจกดดันให้ตลาดหุ้นย่อตัวลงบ้าง ฝ่ายวิเคราะห์จึงทำการค้นหาหุ้นน่าซื้อสะสม และน่าจะเป็นเป้าหมายในอันดับต้นๆ ของนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน คือ หุ้นที่ฐานกำไรปี 2565 จะกลับไปอยู่เหนือช่วงก่อนเกิด Covid-19 แต่ราคายัง Laggard ตลาดอยู่มาก โดยผ่านเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้
-
เป็นหุ้นขนาดใหญ่พื้นฐานดี ฝ่ายวิจัยแนะนำ "ซื้อ" มี Upside
-
มีกำไรปี 2565F อยู่สูงกว่ากำไรปี 2562 (ก่อนเกิด COVID-19)
-
ราคาหุ้นยัง Laggard ปรับตัวขึ้นได้น้อยกว่า SET ในช่วงเวลาเดียวกัน
และได้ผลลัพธ์เป็น 8 หุ้น ที่ฐานกำไรจะกลับไปยืนเหนือช่วงก่อนเกิด Covid-19 แต่ราคายัง Laggard ตลาด ตามตารางด้านล่าง

OSP กำไรฟื้นตัวเป็น new high ในปีนี้
นักวิเคราะห์จากบล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดกำไรปีนี้ของ OSP จะเติบโต 15% จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มชูกำลังและการอุปโภคบริโภคทั้งในประเทศและ CLMV อีกทั้งมีการออกสินค้าใหม่ๆ ที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น เช่น M-150 ผสมวิตามินและลดน้ำตาล รวมทั้งสินค้าที่มีส่วนผสมของกัญชง-กัญชา ขณะที่โรงงานเครื่องดื่มในเมียนมาร์จะได้ผลบวกจากอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง ส่วนโรงงานแห่งใหม่ในเมียนมาร์ซึ่งผลิตขวดแก้วจะเริ่มผลิตได้ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยมีลูกค้าแล้วหลายราย เช่น กลุ่มสินค้าเบียร์และสุรา อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง เช่น ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น การเพิ่มภาษีเครื่องดื่ม และเงินบาทแข็งค่าอย่างมีนัย
PTT ซื้อลงทุนระยะยาว
ด้าน PTT นักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า คาดกำไรปกติในไตรมาส 1/65 จะประคองตัวจากไตรมาส 4/64 จากปัจจัยหนุนหลักคือราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงและธุรกิจก๊าซที่น่าจะกลับมาดีขึ้นตามกิจกรรมเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ประเมินมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2565 อยู่ที่ 49.5 บาท แนะนำ ซื้อลงทุนระยะยาว จากโครงการใหม่ของกลุ่ม PTT ซึ่งจะทยอยหนุนกำไรให้แข็งแกร่ง อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นถือว่า laggard กลุ่มพลังงานและราคาน้ำมันอยู่มาก
SCC ธุรกิจไม่หวือหวา แต่ปันผลกว่า 5% ต่อปี
ส่วน SCC นักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ปีนี้ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในหลายประเทศจะเติบโตได้จากการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจหลัง Covid-19 คลี่คลายผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อว่าการปรับราคาปูนซีเมนต์จะทำได้ดีขึ้นเพื่อชดเชย ต้นทุนถ่านหินที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า 30% โดยแนวทางการดำเนินธุรกิจของ SCCC ยังคงให้ความสำคัญต่องบดุลที่จะรักษา IBD/Equity อยู่ที่ 0.5 เท่า ส่วนการลงทุนเน้นไปที่โครงการที่ให้ตอบแทนคืนกลับมาเร็ว เช่น โครงการลดใช้ Clinker ใน การผลิตปูนซีเมนต์ และโครงการขยายกำลังการผลิตโรงบดซีเมนต์ในศรีลังกาอีก 1 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ลักษณะธุรกิจของ SCCC มีการเติบโตไม่หวือหวา แต่พื้นฐานบริษัทมั่นคงพร้อมให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจในระดับมากกว่า 5% ต่อปี
