PTTEP ผู้ที่ได้ประโยชน์หลัก ในสงครามรัสเซีย – ยูเครน
วิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น และเมื่อราคาน้ำมันดิบยังยืนอยู่ในระดับสูง หุ้นที่จะได้ผลประโยชน์โดยตรงคงหนีไม่พ้น PTTEP หรือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจขนส่งก๊าซทางท่อในต่างประเทศ และการลงทุนในธุรกิจต่อเนื่อง
เช่นเดียวกันกับหน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ที่ได้ออกมาประเมินสถานการณ์ดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ว่า ราคาน้ามันดิบปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนยังคงยืดเยื้อ ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบปรับลดลง
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังตลาดกังวลต่อวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ล่าสุดสหรัฐฯ และยุโรปประกาศคว่าบาตรรัสเซียทางการค้าและการเงินรวมถึงการทำธุรกรรมต่างๆกับธนาคารรัสเซีย สำหรับเยอรมนีได้ระงับโครงการท่อส่งก๊าซ NorthStream2 ที่มีมูลค่ากว่า 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวสูงขึ้น
ส่วนอุปทานน้ำมันดิบมีแนวโน้มตึงตัวเพิ่มขึ้น หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไนจีเรียออกมาประกาศ ว่าไนจีเรียอาจยังไม่เร่งเพิ่มกำลังการผลิตเช่นเดียวกับกลุ่มโอเปก ที่ยังคงแผนเดิมในการปรับเพิ่มกำลังการผลิตที่ 400,000บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากเห็นว่าอุปทานอาจไม่ตึงตัวมากนัก หากสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านและอิหร่านสามารถกลับมาส่งออกได้อีกครั้งในปีนี้ นอกจากนี้สถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานสหรัฐฯ (API) เผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ณ สิ้นสุดสัปดาห์ที่ 18 ก.พ.65 ปรับลดลงกว่า 1.1ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับเลดลงที่ 0.92 ล้านบาร์เรล สำหรับปริมาณน้ำมัน
PTTEP รับผลบวกรัสเซีย – ยูเครน
เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ออกมาระบุว่า ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังคงเป็นปัจจัยที่คอยกระทบการลงทุนในกรณีที่เริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น โดยปัจจุบันรัสเซียเป็นผู้ส่งออกพลังงานอันดับต้นๆของโลกไม่ว่าจะเป็นน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ ดังนั้นหากรัสเซีย – ยูเครนทำการเปิดฉากโจมตีกันจะส่งผลให้ราคาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อโลกให้ยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามมีหุ้นไทยได้ประโยชน์อย่าง PTTEP
ภายใต้ปัจจัยที่จะผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คงคำแนะนำ Buy ต่อ PTTEP ที่ ราคาเป้าหมาย 143 บาท/หุ้น และเป็นหนึ่งใน top pick โดยมองในช่วงไตรมาส 1/65 มีปัจจัยบวกหนุน PTTEP จากสาเหตุดังนี้
1.แนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 1-2/65 ที่โตต่อเนื่องตามปริมาณขาย และ ASP และ 2.Geopolitical risk ในตะวันออกกลาง และยุโรป รวมถึงผลการประชุม OPEC+ ในต้น ก.พ.65 อาจเป็นแรงหนุนราคาน้ามันดิบ และหนุนราคาหุ้น PTTEP ส่วนระยะยาวคาดมีแหล่งใหม่รองรับต่อเนื่องในปี 66-69 (สัมปทานใหม่บงกชหนุนเต็มปี, แหล่งเอราวัณเร่งตัว, แหล่งใหม่ในเวียดนาม/โมซัมบิก) ชดเชย ASP ที่อ่อนตัว และ มี upside จากแหล่ง Lang Lebah (ยังไม่รวมในประมาณการ เบื้องต้นคาดปริมาณผลิตราว 1,000-1,200 MMSFCD/ 170-200 KBOED) ที่ทราบความชัดเจน FID (Final Investment Decision) ในปี 66
โดยเป้าปริมาณขายและราคาก๊าซฯที่มีทิศทางฟื้นตัวในไตรมาส 1/65 สอดคล้องกับมุมมองของฝ่ายวิจัยที่คาดกำไรปกติไตรมาส 1/65 ราว 12,388 ล้านบาท เติบโต 45%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 5%จากไตรมาสก่อน โดยการโตสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้ทั้งปริมาณขายแหล่งใหม่หนุน และอัตรากำไรเพิ่มตาม ASP (46.6 $/boe) ที่ทั้งราคา Gas และน้ำมันดิบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนเทียบกับไตรมาสก่อน ได้ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นราว 3% มาที่ 436 KBOED
ขณะที่เป้าปี 65 ใกล้เคียงคาด ซึ่งเป็นทิศทางเติบโตจากปีก่อน ทั้งนี้ในด้านของแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ยังมีความไม่แน่นอน ประเมิน sensitivity 1.หากน้ำมันดิบสูงกว่าคาด ทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในระยะยาว จะเป็น upside ต่อกำไรปกติปี 65-66 ราว 2.8-3.0% และราคาเป้าหมายปี 65 ราว 3%
หรือ 2.ถ้าน้ำมันดิบสูงกว่าคาดในปี 65 ปีเดียว ทุกๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จะกระทบราคาเป้าหมายปี 65 ราว 1.5 บาท/หุ้น ส่วนกำไรปกติมี upside 28% หรือ 3.ถ้าน้ำมันดิบสูงกว่าคาด 10 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ทั้งปี 65-66 จะมี upside ต่อ ราคาเป้าหมายปี 65 ราว 4.5 บาท/หุ้น ส่วนกำไรปี 65-66 มี upside 28-30% ทั้งนี้สมมติฐานน้ำมันดิบดูไบ 65-66 และระยะยาวของคือ 71.25 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล, 65 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ 65 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ตามลำดับ
จุดเด่นของ PTTEP
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า PTTEP เป็นหนึ่งในบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมชั้นนำในอ่าวไทย โดยมีส่วนแบ่งตลาด 35% ของปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย ปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้นจาก 416 kBOED ในปี 2564 สู่ 528 kBOED (CAGR ใน 5 ปีข้างหน้าที่ 5%) ในปี 2569 เมื่อโครงการใหม่ในมาเลเซีย คือ SK410B หรือ Lang Lebah (ถือหุ้น 42.5%) เริ่มดำเนินการ โดยกำลังการผลิตในระยะแรกจะอยู่ที่ 800-1,000 mmcfd ตํ่ากว่ากำลังการผลิตรวมกันในปัจจุบันของโครงการบงกชและโครงการอาทิตย์อยู่เล็กน้อย ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว (proved reserves) ของ PTTEP ที่ 1,350 mmBOED ณ สิ้นปี 2564 สามารถใช้ในการผลิตได้นาน 7.5 ปี ถ้ารวมปริมาณสำรองที่น่าจะพบ (probable reserves) เข้ามา ปริมาณสำรอง 2P จะสามารถใช้ในการผลิตได้นาน11.7 ปี
ปริมาณสำรองปิโตรเลียมจะเพิ่มขึ้นได้อีกโดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการสำรวจ โดยส่วนใหญ่อยู่ในมาเลเซียและตะวันออกกลาง (โอมาน และ UAE) ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของ PTTEP ผันผวนน้อยกว่าราคาน้ำมันในตลาด เพราะมี lag time ในการปรับราคานาน 6-12 เดือนหลักๆ เป็นก๊าซธรรมชาติ (65-70% ของการผลิตทั้งหมด)

