เปิดผลงานตลาดหลักทรัพย์ฯปี 64 รายได้ 8,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31 % ผลจากมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น
2564 ตลาดหุ้นไทยมีความคึกคักอย่างมาก และเป็นปีทองของอุตสาหกรรมด้านการลงทุนโดยการเติบโตของมูลค่าการซื้อขาย และจำนวนบัญชีที่เพิ่มขึ้น เป็นตัวสะท้อนความร้อนแรงของอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลบวกโดยตรงหนีไม่พ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้เป็นประตูของการซื้อขายหุ้นในปัจจุบัน
โดยล่าสุด กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯได้ประกาศผลการดำเนินงานปี 2564 โดยมีการเติบโตแบบสุดๆ โดยมีรายได้รวมจํานวน 8,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 31 % การเติบโตนั้นมาจากการเพิ่มขึ้นของ รายได้จากการดําเนินงานซึ่งเป็นยอดสุทธิจากการให้ส่วนลดและลดราคาสําหรับค่าธรรมเนียมประเภทต่างๆ เพื่อบรรเทา ผลกระทบจาก COVID แก่ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders)
โดยรายได้เพิ่มขึ้นสุทธิจํานวน 1,187 ล้านบาท ที่สําคัญจาก ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตราสารทุนเพิ่ มขึ้น และรายได้จากเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจํานวน 733 ล้านบาท ซึ่งเน้นการลงทุนในตราสารทุนไทยและกลุ่มตราสารหนี้ขณะที่ ปี 2563 มีความผันผวนของตลาดทุนและตลาดการเงินโลกจากผลกระทบของสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ทําให้เกิดขาดทุนสุทธิจากเงินลงทุน
สําหรับค่าใช้จ่ายจากการดําเนินงานรวมจํานวน 5,036 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17 % จากค่าธรรมเนียมเงินอุดหนุนแก่สํานักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ตามปริมาณการซื้อขายตราสารทุนที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายงานบริการนายทะเบียนเพิ่มขึ้นตามปริมาณงานบริการ Corporate Actions และค่าใช้จ่ายการกุศลและกิจกรรมเพื่อสังคมเพิ่มขึ้นจากการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19
จากผลดังกล่าวทําให้กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ มีรายได้รวมสูงกว่า ค่าใช้จ่ายก่อนเงินนําส่งแก่กองทุน CMDF และภาษีจํานวน 3,294 ล้านบาท สําหรับปี 2564 ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีค่าใช้จ่ายเงินนําส่งรายปีแก่กองทุน CMDF จํานวน 583 ล้านบาท ซึ่งคํานวณในอัตรา 90 % ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ภาษีและเงินสํารอง โดยใช้งบการเงินรวมประจําปี 2564 ของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ จากผลทั้งหมดดังกล่าว กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ มีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ 1,597 ล้านบาท สําหรับปี 2564
พบรายได้จากหุ้นยังเป็นอันดับที่ 1
อย่างไรก็ตามเมื่อแกะไส้ในของรายได้ตลาดหลักทรัพยฯ นั้น เราจะพบว่า สัดส่วนรายได้ของเขามาจากหุ้น กว่า 3,926 ล้านบาท หรือคิดเป็น 51 % ของทั้งหมด ส่วนรายได้จากอนุพันธ์ อยู่ที่ 957 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12 % รายได้จาก ธุรกิจบริการเทคโนโลยีอยู่ที่ 1,342 ล้านบาท คิดเป็น 17 % และรายได้จากธุรกิจบริการงานนายทะเบียนและบริการอื่น อยู่ที่ 1,510 ล้านบาท คิดเป็น 20 %

