เปิดโผรายชื่อ 7 หุ้นเด่นสุด ใน 7 อุตสาหกรรม ได้แรงหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนที่รุนแรง คาดส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก แต่เราเชื่อว่าหลายอุตสาหกรรมของไทยกระทบจำกัด และมีโอกาสที่จะกลับมาขยายตัวได้ดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้ผสานกับกระแสเงินทุนที่ยังมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยเป็นแรงหนุนเพิ่มเติม โดยคัดสรรกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ และวิเคราะห์เจาะลึกเปรียบเทียบหุ้นเด่น ใน 5 แง่มุม
โดยในแต่ละอุตสาหกรรมประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียนที่มีความสามารถที่ค่อนข้างสูสีกัน ดังนั้นจึงพยายามวิเคราะห์ในเชิงเปรียบเทียบกับหุ้นใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโต โดยแบ่งออกเป็น 5 แง่มุมในการวิเคราะห์ ได้แก่ 1.โครงสร้างธุรกิจ 2.แนวโน้มผลประกอบการ 3.ปัจจัยหนุนในอนาคต 4.การประเมินมูลค่า และ 5.การเติบโตอย่างยั่งยืน (ESG) ซึ่งได้ 7 หุ้นจาก 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ CK (รับเหมาฯ), CPALL (ค้าปลีก), JMT (ไฟแนนซ์-บริหารสินทรัพย์), KBANK(ธนาคาร), LH (อสังหาฯ), MINT (ท่องเที่ยว), PLANB (สื่อโฆษณา)
ทั้งนี้จะเป็นการเน้นกลุ่มที่กำไรมีโอกาสดีกว่าตลาดคาดและเป็นเป้าหมายกองทุน ด้วยการคัดกรองหุ้นเพิ่มเติมผ่าน ธีมการลงทุนที่เหมาะสม โดยเน้นกลุ่มที่มีปัจจัยบวกที่จะหนุนให้ผลการดำเนินงานมีโอกาสทำได้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ นำไปสู่การปรับประมาณการขึ้น และอาจเป็นเป้าหมายกองทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศในการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนสำหรับเหตุผลและปัจจัยสนับสนุนของหุ้นเด่นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมรวมถึงราคาเหมาะสมนั้นจะเป็นอย่างไร Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
CK ได้บริษัทลูกหนุน
เริ่มกันที่หุ้นเด่นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างอย่าง CK หรือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) โดยนักวิเคราะห์ได้เลือก CK เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจาก Backlog จะเข้าสู่ New S-Curve รวมถึงบริษัทลูก คือ BEM และ CKP มีแนวโน้มจะเติบโตสูง คือ BEM จะฟื้นตัวหลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาปกติคนใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น และ มีแนวโน้มจะได้รถไฟฟ้าสายสีส้ม และ ม่วงใต้เพิ่มเติม ขณะที่ CKP คาดจะได้โครงการโรงไฟฟ้าหลวงพระบาง 1,410 MW ใหญ่กว่า ไซยะบุรี1,280 MWเข้ามาเสริม เฉพาะบริษัทลูกก็จะมีมูลค่าถึง 35 บาทต่อหุ้น
CPALL ยังไงก็เด่นสุดในค้าปลีก
โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า CPALL เป็นผู้นำตลาด Modern trade ในประเทศไทยโดยมีส่วนแบ่งตลำดอันดับหนึ่งทั้งธุรกิจร้านสะดวกซื้อ(เซเว่นอีเลฟเว่น) ธุรกิจค้าส่ง (แม็คโคร) และธุรกิจค้าปลีก (โลตัสปีนี้เป็นปีแรกของการรวมธุรกิจ ซึ่งคาดว่ายอดขายของแต่ละธุรกิจจะมีสัดส่วน 44%, 29% และ27% ตามลำดับ โดยยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้นโดยได้อานิสงส์จาก Food inflation และการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวอีกทั้งแม็คโครและโลตัสมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นเช่นกัน
โดยเลือก CPALL เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มค้าปลีก ซึ่งคาดว่าปีนี้กำไรจะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากการฟื้นตัวของการอุปโภคบริโภคซึ่งส่งผลบวกต่อทั้งธุรกิจร้านเซเว่นฯ แม็คโคร และโลตัส ซึ่งเป็นผู้นำในทุกตลาด อีกทั้งเป็นปีแรกที่ CPALL จะรวมธุรกิจของโลตัสเป็นเวลาเต็มปี ขณะเดียวกันบริษัทยังมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งการจัดซื้อ และการกระจายสินค้ารวมทั้งมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูง ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 79 บาท
JMT ตัวเลือกดีที่สุดของกลุ่ม AMC
นักวิเคราะห์เลือก JMT เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มบริหารหนี้จากความสามารถในการจัดเก็บหนี้ที่ยังสร้างการเติบโตได้แม้ในช่วงวิกฤต บ่งบอกถึงความสามารถของผู้บริหารในการดูแล-ช่วยเหลือลูกหนี้ โดยประเมินว่า JMT จะได้ประโยชน์มากสุดบนแนวโน้มหนี้ด้อยคุณภาพเป็นขาขึ้น และความพร้อมทางการเงินหลังการเพิ่มทุน(RO) ช่วงปลายปีที่ผ่านมา รองรับการเติบโตโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรม ประเมินราคาเป้าหมาย 80 บาทต่อหุ้น
KBANK เป็นหุ้น valuation ของกลุ่มแบงก์
นักวิเคราะห์ระบุว่า ชอบ KBANK มากกว่า SCB เนื่องจาก หุ้น KBANK ซื้อขายถูกกว่า SCB 20% (KBANK เทรดบนPER ปี65 ที่ 9.3 เท่า SCB 11 เท่า) อีกทั้งคาด KBANK จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ย ขาขึ้นมากกว่า SCB เนื่องจาก KBANK มีสัดส่วนการถือหุ้นบจ.เมืองไทยประกันชีวิต 38% ในขณะที่ SCB ได้ขายธุรกิจประกันชีวิตไปทั้งหมดแล้ว
สำหรับปัจจัยที่จะหนุนในอนาคต การเติบโตธุรกิจสินเชื่อ digital p. loan โดย LINEBK (JV ระหว่าง KBANK และ LINE) เปิดตัวเมื่อเดือน ต.ค.63 ขณะนี้มีพอร์ตสินเชื่อ 1.53 หมื่นล้านบาท มีลูกค้า 500,000 บัญชีในปี 64 โดยKBANK ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโต 40-50% ต่อปีเพื่อเพิ่มพอร์ตสินเชื่อเป็น 2.1 หมื่นล้านบาทในปี 65 และจะเพิ่มเป็น 3.1 หมื่นล้านบาทในปี 66 ขณะที่ในปี 67 จะเพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านบาท

