BJC วางแผน 5 ปี ยอดขายแตะ 2.7 แสนล้านบาท ลุยขยายสาขา “บิ๊กซี” ในต่างประเทศ ทุ่มงบ 60,000 ล้านบาท รองรับการเติบโต
BJC ประกาศแผน 5 ปี พร้อมลุยต่างประเทศ วางเป้ายอดขายในปี 2569 ระดับ 270,000 ล้านบาท วางงบลงทุนรวม 60,000 ล้านบาท หรือราว 12,000-14,000 ล้านบาทต่อปี ฟากปี 65 รายได้พุ่ง 1.7 แสนล้านบาท
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เปิดเผยในงานแถลงข่าว กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี รวมพลัง Entering into The Next Phase of Growth ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจชั้นนำอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า บริษัทวางแผนการเติบโตในช่วง 5 ปีนับจากนี้ โดยวางเป้ายอดขายในปี 2569 ระดับ 270,000 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยระดับ 11-16%ต่อปี โดยในแผน 5 ปี วางงบลงทุนรวม 60,000 ล้านบาท หรือราว 12,000-14,000 ล้านบาทต่อปี (ไม่รวมงบ JV และร้านโดนใจ) เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ แบ่งเป็น บิ๊กซี 70% ธุรกิจแพ็คเก็จจิ้งราว 20%
ทั้งนี้บริษัทพร้อมเดินหน้าขยายสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยวางแผนขยายสาขาเพิ่มทุกแพลตฟอร์มภายในปี 2569 ประกอบด้วย ในประเทศไทย มีแผนขยาย บิ๊กซี ไฮเปอร์มาเก็ต เพิ่มเป็น 160 สาขา จากปัจจุบัน 153 สาขา, บิ๊กซี มินิ เพิ่มเป็น 2,853 สาขา จากปัจจุบัน 1,352 สาขา, บิ๊กซี ซูเปอร์มาร์เก็ต และขายส่ง เพิ่มเป็น 84 สาขา จากปัจจุบัน 59 สาขา
ขณะที่ในประเทศกัมพูชา มีแผนขยาย บิ๊กซี ไฮเปอร์มาเก็ต เพิ่มเป็น 6 สาขา จากปัจจุบัน 1 สาขา, บิ๊กซี มินิ เพิ่มเป็น 276 สาขา จากปัจจุบัน 1 สาขา ส่วนใน สปป.ลาว มีแผนขยาย บิ๊กซี ไฮเปอร์มาเก็ต 2 สาขา, บิ๊กซี มินิ เพิ่มเป็น 245 สาขา จากปัจจุบัน 57 สาขา
พร้อมจับมือกับผู้ผลิตในภูมิภาค
นอกจากนี้บริษัทมีความพร้อมที่จะจับมือกับผู้ผลิตในภูมิภาค เพื่อผลิตสินค้าและบริการให้กับแพลตฟอร์มของ BJC ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างการเติบโตในกับ BJC โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานการผลิตครบในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม สปป.ลาว และกัมพูชา ขณะที่ยังเหลือที่เมียนมา รวมทั้งจีนตอนใต้ และมีแผนเพิ่มฐานการผลิตในมาเลเซียให้มากขึ้นอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่จำเป็นต้องสร้างฐานการผลิตเองทั้งหมด ซึ่งสามารถร่วมมือกับพันธมิตรได้ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งกัมพูชา เวียดนาม หากมีความชัดเจนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งภายหลัง
ปี 65 รายได้ 1.7 แสนล้านบาท
นายอัศวิน กล่าวอีกว่า แนวโน้มผลประกอบการปี 2565 วางเป้าหมายรายได้ที่ 1.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่อยู่ระดับ 150,139.19 ล้านบาท โดยสิ่งที่จะทำหลักๆในปีนี้ คือ การสร้างผลกำไรในแต่ละธุรกิจ พร้อมเน้นปรับตัวเพื่อที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ตามเป้าหมาย และเป็นการลงทุนต่อเนื่องในเรื่องของแผนระยะกลาง ไม่ว่าจะเป็นระบบไอที การสร้างแพลตฟอร์ม เป็นต้น เพื่อผลักดันยอดขายการเติบโตในระยะยาว
ขณะที่การประกาศใน COVID-19 เป็นโรคประจำถิ่น ถือเป็นเรื่องที่ดีกับ BJC เนื่องจาก เมื่อประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติ ในขณะที่บริษัทได้พัฒนาธุรกิจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้มีความแข็งแกร่งขึ้น จึงมองว่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ BJC มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วง COVID-19 บริษัทยังรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อทุกอย่างกลับมาปกติ ถือจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มมากขึ้น
สำหรับประเด็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้มีผลต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดนบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีการปรับหลายๆอย่าง เช่น คอนเทนต์ของสินค้า ราคา โปรโมชั่นต่างๆ ประกอบกับการดูตลาดควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางการตลาด นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์ในการปรับสูตรให้เหมาะสมกับการผลิตขวดแก้ว รวมทั้งขยายผลของการทำขวดน้ำหนักเบาให้กับลูกค้า ขณะที่กระป๋องอะลูมิเนียม จุดสำคัญ คือ การมีวินัยในการบริหารความเสี่ยง อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลง แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตลาดโลก โดยในช่วง 2 เดือนแรกบริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่มีกระทบในเดือนมี.ค.และเม.ย.บ้างจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
