คัด 5 หุ้นที่น่าสนใจ “เข้าลงทุน” ได้ประโยชน์เต็มๆเมื่อ Bond Yield เป็นขาขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.54% ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันตลาดหุ้นในแง่ของการประเมินมูลค่าของตลาดหุ้น, ราคาเหมาะสมของหุ้นรายตัว รวมถึงเป็นปัจจัยกดดันทางด้านต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ อย่างไรก็ดี Bond Yield ขาขึ้นเป็นการสะท้อนถึงภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และยังมีหุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ขาขึ้น โดยจะมีหุ้นอะไรบ้าง Wealthy Thai มีคำตอบให้แล้ว


สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ออกมาประเมินเกี่ยวกับประเด็น Bond Yield ขาขึ้น ไว้อย่างน่าสนใจ โดยบอกว่า ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับขึ้นมาแตะระดับ 2.54% โดยราคาพันธบัตรรัฐบาลไทยถูกกดดันจาก 1.แนวโน้ม GDP2565 ของไทยมีโอกาสถูก Downgrade จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น (ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ามันสุทธิ) 2.รัฐบาลไทยมีแนวโน้มที่จะต้องกู้เงินเพิ่มอีก 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3.ธนาคารไทยขนาดใหญ่ถูก Downgrade Credit Rating และ 4. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับตัวขึ้นแตะ 2.51%


โดยในเชิงทฤษฎี Bond Yield ขึ้น ... ตลาดทุนมักจะมีแรงกดดัน แต่เศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่ง 3 เหตุผลหลักๆที่ Bond Yield ขึ้น ทำให้ตลาดทุนมีแรงกดดันเนื่องจาก 1.การประเมินมูลค่าตลาดหุ้นด้วยวิธี Earning Yield Gap ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจากตลาดหุ้น เทียบกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 2.การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธี Discount Cash Flow (DCF) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลจะเป็นตัวแทนของ Risk Free Rate และจะเป็นตัวหารในสมการ 3.ต้นทุนทางการเงินของบริษัทต่างๆจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันกำไรของบริษัท


อย่างไรก็ดี การที่ Bond Yield ปรับขึ้น เป็นภาพที่สะท้อนถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น และยังมีบางธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ที่เป็นขาขึ้น ซึ่งในรายงานฉบับนี้จะนำข้อมูลในอดีตมาหาค่าทางสถิติว่าเมื่อ Bond Yield ปรับตัวขึ้น มีหุ้นในกลุ่มใดที่ราคาปรับตัวขึ้นบ้าง



สถิติชี้ชัด
Bond Yield ขึ้น หุ้นกลุ่มนี้จะปรับตัวขึ้นตาม

ขณะที่ได้รวบรวมข้อมูลนับตั้งแต่ปี 2010 และได้เลือกช่วงเวลาที่พันธบัตรรัฐบาลไทยมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นชัดเจน ซึ่งมีทั้งหมด 2 ช่วงเวลา ได้แก่ 1 ก.ย.2010 ถึง 14 ก.ค.2011 และ 4 ก.ค.2016 – 29 ธ.ค.2016  จึงได้ข้อสรุปดังนี้


1.ใน 2 ครั้งที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 17.47% และ 13.36 % ตามลำดับ


2.Sector ที่มีค่า Correlation (เฉลี่ย 2 ช่วงเวลา) กับ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี > 0.5 ได้แก่ พลังงาน (+0.73 ), ปิโตรเคมี (+0.72 ), เกษตร (+0.67),การเงิน (+0.64), ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (+0.56), ค้าปลีก (+0.52), ประกัน (+0.50)


3.หุ้นใน SET 100 ที่มีค่า Correlation ( เฉลี่ย 2 ช่วงเวลา) กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี > 0.5 ได้แก่ JMART (+ 0.78), AEONTS 0.76), TOP (+0.76), PTT (+ 0.71), ESSO (+0.71), GLOBAL (+0.70), BCH (+0.70), STA (+0.69), TVO (+0.63), PTTEP (+0.59), BLA (+0.59) และ IVL (+0.56)


ดังนั้นหากนำปัจจัยพื้นฐานมาประกอบกับค่าสถิติ จึงได้ข้อสรุปว่าหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนในช่วงของการปรับตัวขึ้นของ Bond Yield ในครั้งนี้ ได้แก่ BLA, IVL, TOP , KKP และ KBANK แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าในอดีตหุ้นกลุ่มธนาคารจะไม่ได้มี Correlation ที่เป็นบวกกับ Bond Yield มากนัก แต่หากพิจารณาถึงโครงสร้างธุรกิจจะพบว่าธุรกิจธนาคารมักได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น



สำรวจพื้นฐานของทั้ง
5 หุ้นดังกล่าว

BLA นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) บอกว่า คงประมาณการกำไรสุทธิปี 65 ที่ 4.7 พันล้านบาท เติบโต 15%จากปีก่อน คงแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 50 บาท รับอานิสงค์บวกจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และภาพรวม VoNB margin รักษาระดับราว 30% เทียบกับช่วง 5 ปีย้อนหลังเฉลี่ยระดับ 15% หนุนการเติบโต


โดยจะรับผลบวกจาก Bond yield ทิศทางขาขึ้นทั้งในด้านสำรองประกันภัยที่คาดลดลง และรายได้จากการลงทุนเติบโตจากเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่จะได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น ปัจจุบันพอร์ท สัดส่วนกว่า 80% อยู่ในตราสารหนี้ และมีแผนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้น บริษัทตั้งเป้า FYP growth ราว 10% จากปีก่อน เน้นปรับแผนการขายสินค้าที่มี margin สูงอย่างต่อเนื่องและคาด VoNB เติบโตได้ระดับ Double digit และรักษา margin ระดับนี้ได้


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/65 จะฟื้นตัวดีขึ้นจากงวดไตรมาส 4/64 จากแนวโน้มเบี้ยประกันภัยรับงวดไตรมาส 1/65 ปรับเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล และธุรกิจลงทุนฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงจ่ายปันผลประจำปีของบจ.ใน SET



IVL ไตรมาสแรกกำไรพุ่ง 7 พันล้านบาท

IVL บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Consensus 58.21 บาท โดยคาดกำไรครึ่งปีแรกปี 65 โตแกร่งจากราคาขาย PET และ Spread PET-PTA ที่ดีขึ้น โรงงานที่หยุดซ่อมบำรุงกลับมาเดินเครื่อง ธุรกิจเข้า High Season ในไตรมาส 2/65


ทั้งนี้ Consensus คาดกำไรปี 65 เติบโต 17% จากปีก่อนเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องและมีแรงหนุนจากการรับรู้กำไรจาก Oxiteno ที่คาดปิดดีลได้ในเร็วๆนี้ และระยะยาวเน้นผลิตภัณฑ์ HVA มากขึ้น แนวรับ 46-45 บาท แนวต้าน 47-48//50 บาท


ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 2565 อยู่ที่ 56 บาท/หุ้น แนะนำ “ซื้อ” รับช่วง high season ในช่วงครึ่งปีแรก 65 และชูจุดเด่นจากการทำสัญญาขายล่วงหน้าที่ราคาสูงลดความผันผวนของกำไร อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังมี upside กว่า 20%


ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ปี 2565 กำไรจะเติบโต 45.9%จากปีก่อน มาอยู่ราว 3.0 หมื่นล้านบาท จากการ fixed spread ที่สูงไปแล้วกว่า 50% รวมทั้งเริ่มรับรู้ Oxiteno ในไตรมาส 2/65 การกลับมาเดินเครื่องของ US Cracker ส่วนปัญหารัสเซีย-ยูเครน ถือว่าได้รับผลกระทบน้อยมาก รักษาระดับ margin สูงได้ต่อ


นอกจากนี้ยังคาดทิศทางกำไรปกติไตรมาส 1/65 น่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 23%จากไตรมาสก่อน มาอยู่เหนือ 7 พันล้านบาท รับผลบวกจากกลับมาสะสมสต๊อกเพื่อเข้าสู่ช่วง high season ในไตรมาส 2 ของทุกปีและ spread ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการล๊อคสัญญาขายที่ spread สูงกว่าปี 2564 ไว้ล่วงหน้า



TOP
โรงกลั่นจะฟื้นตัว

TOP บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ทางฝ่ายยังมีมุมมองบวกต่อการดาเนินงานกลุ่มโรงกลั่นจากอุปสงค์ฟื้นตัว ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 63.50 บาท โดยประเมินกำไรสุทธิปีนี้ 14,717 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17%จากปีก่อน


ทั้งนี้คาดการดำเนินงานกลุ่มอะโรเมติกส์, กลุ่มน้ำมันหล่อลื่น, โอเลฟินส์คาดจะอ่อนลงตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงจากอุปทานที่จะเพิ่มขึ้นหลังโรงกลั่นส่วนใหญ่กลับมาผลิตอีกครั้ง รวมถึงการเริ่มทยอยผลิตเพิ่มขึ้นจากความล่าช้าที่เกิดขึ้น จาก COVID-19 ที่เกิดขึ้น


แต่ในทางกลับกันคาดธุรกิจในส่วนโรงกลั่นการดำเนินงานจะฟื้นตัวต่อหลังจากเห็นการฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2564 แล้ว จากอุปสงค์การใช้ที่กลับมาก่อน COVID-19 แล้ว ทั้งในส่วนแก๊สโซลีนและดีเซล โดยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ยังดีทำให้ GRM ยังยืนได้ในระดับสูง


ขณะที่นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยในงาน Opportunity Day ว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/65 แข็งแกร่งต่อเนื่อง หนุนโดยค่าการกลั่น (GRM) และอัตราการใช้กำลังการกลั่นที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อ



KKP
มีดีล IPO ขนาดใหญ่อยู่ในมือ

KKP บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ ทยอยซื้อ ราคาพื้นฐาน 75 บาท โดยทางฝ่ายยังคงประมาณการกำไรปี 65 ไว้ที่ 6.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9%จากปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 1/65 คาดกำไรสุทธิที่ 1.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.9%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสินเชื่อที่ยังโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่มต่อเนื่อง และผลตอบแทนสินเชื่อน่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID 19 หมดไป ประกอบกับมูลค่าการซื้อขายใน ตลท.ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มสูงขึ้น


แต่คาดว่าจะลดลง 14.7% จากไตรมาสก่อน ถึงแม้ว่าคาดว่าทั้งรายได้ดอกเบี้ย และรายได้ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ในไตรมาส 4/64 KKP มีรายได้จากการขายสินเชื่อที่ได้ตัดหนี้สูญไปแล้วจำนวนมากและไม่น่าจะมีรายได้นี้ต่อในไตรมาสนี้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กำไรลดต่ำลง


ส่วนบริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดวันที่ 19-20 เม.ย. KKP ไตรมาส 1/65 จะรายงานกำไรสุทธิ 1.82 พันล้านบาท โตเด่น 24.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจากสินเชื่อสินเชื่อขยายตัวดีต่อเนื่อง และผลขาดทุนรถยึดต่ำลง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน ส่วนกำไรที่ลดลง 10.1%จากไตรมาสก่อน เพราะไตรมาส 4/64 มีกำไรจากการขาย NPL ราว 1.0 พันล้านบาท


ส่วนไตรมาส 2/65 คาดกำไรเติบโตเด่นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เพราะผลขาดทุนรถยึดลดลง ประกอบกับสินเชื่อที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง อีกทั้งคาดได้แรงหนุนจากรายค่าธรรมเนียมวานิชธนกิจมีดีล IPO ขนาดใหญ่อยู่ในมือ ภาพรวมปีนี้ยังคงประมาณการกำไรที่ 7.2 พันล้านบาท เติบโตเด่น 14% จากปีก่อน คงคำแนะนำ ซื้อ ให้ราคาพื้นฐานที่ 80.0 บาท



KBANK
ได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจฟื้นตัว

KBANK บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดวันที่ 21 เม.ย. KBANK จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 ที่ 1.10 หมื่นล้านบาท เติบโต 3.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของรายได้ NII ตามการขยายตัวของสินเชื่อ Corporate สามารถหักล้างการลดลงของ Non-NII คาดกำไรเพิ่มขึ้น 11.4% จากไตรมาสก่อน เพราะค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลงตามฤดูกาล คาดกำไรไตรมาส 2/65 เติบโตเด่น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะค่าใช้จ่ายสำรองลดลง และสินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่อง ยังคงประมาณการกำไรปีนี้ 4.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 12%จากปีก่อน  


คงคาแนะนำ ซื้อ ให้ราคาพื้นฐานที่ 180  บาท ยังเลือก KBANK เป็น Top pick (กับ SCB) โดยชอบ KBANK เพราะการเติบโตในปีนี้ มาจากการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรองควบคู่กับการเติบโตของสินเชื่อ และค่าธรรมเนียม และมองว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถืออย่าง KBANK จะได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจฟื้นตัว นอกจากนี้ KBANK เป็นผู้นำด้านการพัฒนา Digital banking เพื่อต่อยอดธุรกิจหลัก และป้องกันการ disrupt รวมถึงเพิ่มช่องทางการเติบโตใหม่ต่อเนื่อง



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Stock of the Day
ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบ ปม "สุภาพร พิมพงษ์" หลังพบพิรุธส่อแวว “ข้อมูลไม่ตรงปก” ชี้หากข้อมูลเท็จ พร้อมเอาผิดตามกฎหมาย
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
ครึ่งแรกปี26 “ต่างชาติ” ซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 3 หมื่นลบ. ส่วนครึ่งหลังปีนี้มี “หุ้นกู้” ครบอายุกว่า 4.2 แสนลบ. ส่วนใหญ่ 90% เป็น “Investment Grade” !!!
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Video
“ONE-SINGEQ” โอกาสลงทุน "หุ้นสิงคโปร์"...รับ “การปฏิรูปตลาดทุน” ครั้งใหญ่ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ส่องมุมมอง 3 หุ้นเทคระดับโลก ใครถูกอัปเกรด ใครถูกหั่นคำแนะนำ?
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
KCE พ้นวัฏจักรขาลง Q3/69 จุดเริ่มต้นกำไรฟื้น ปรับราคาขาย-เพิ่ม HDI PCB หนุน โบรกฯ อัปเป้า 47 บ. แนะ “ซื้อเก็งกำไร”
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us