เปิด 5 สาเหตุทำให้ค่าเงินบาทอ่อน และความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม กับ 10 หุ้นที่ได้รับผลกระทบ
จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบว่า สาเหตุอะไรที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า และหุ้นกลุ่มไหนบ้างที่จะได้รับผลกระทบ หลังจากก่อนหน้านี้เราได้มีบทความ “หุ้นที่ได้รับผลบวกเมื่อบาทอ่อนค่า” ไปแล้ว
ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าแบบนี้ทางนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมาให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจ โดยบอกว่า 5 ปัจจัยกดดันเงินบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ปี นับตั้งแต่ ก.ค.2560 ซึ่งถ้าอิงตั้งแต่ต้นปี อ่อนค่ามาแล้ว 3.0% ถูกกดดันจาก
-
Dollar Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเป็นเชิงเข้มงวดมากขึ้น
-
ยอดนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนนำเข้าพลังงาน 12% และสินค้าทุน 23%
-
อ่อนค่าตามทิศทางเงินสกุลเอเชีย นำโดยญี่ปุ่น (เงินสกุลเยนอ่อนค่า 10.4% YTD) ซึ่ง BoJ ยังใช้นโยบาย Yield curve control และเกาหลีใต้ (เงินวอนอ่อนค่า 5.3% YTD) รวมถึงจีน (เงินหยวนอ่อนค่า 3.2% YTD) ทั้ง 2 ประเทศถูกกระทบจากการระบาดอย่างหนักของ COVID-19
-
การเร่งชำระคืนหนี้ต่างประเทศของบริษัทขนาดใหญ่ในไทย เพื่อลดความเสี่ยงจากดอกเบี้ยขาขึ้น
-
การส่งกลับเงินปันผลของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยก่อนหน้านี้
สำหรับ การอ่อนค่าของเงินบาท แม้จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออก แต่ในช่วงที่ภาคท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่, ประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น จีน กำลังชะลอตัวเพราะ Zero Covid, รวมไปถึง ต้นทุนการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้น ตามทิศทางราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งถูกกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ดุลบัญชีเกินสะพัดยังเคลื่อนไหวในแดนลบ และส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยง (ที่ไม่ควรมองข้าม) อยู่ 3 ประเด็น คือ
-
เงินเฟ้อทรงตัวในระดับสูง จากต้นทุนการนำเข้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
-
แนวโน้มดอกเบี้ยในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามหลักความเสมอภาคของค่าเงิน
-
กระแสเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลออกในระยะสั้น
ทั้งนี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เงินบาทแกว่งออกด้านข้างในกรอบ 28.50-36.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในภาวะปกติเงินบาทที่อ่อนค่า จะใช้เวลาเฉลี่ยไม่เกิน 3 เดือนแล้วกลับมาแข็งค่าใหม่ โดยมีช่วงปี 2563-2564 ที่อ่อนค่ายาวนาน จากภาคการท่องเที่ยวที่ทรุดหนักเพราะ COVID-19
โดยในระยะสั้นประเมินเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าหากรอบ 34.40-34.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ จาก Dollar Index ที่มีแนวโน้มแกว่งตัวขึ้นไปจนถึงวันประชุม FOMC 4 พ.ค. 2565 ซึ่งหลังจากนั้นคาดว่าเงินบาทจะเริ่มชะลอการอ่อนค่า จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวเร็วขึ้น หลังรัฐบาลประกาศเปิดประเทศอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 พ.ค. 2565
ขณะที่จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์รายสัปดาห์ 5 ปีย้อนหลัง พบว่า SET Index มักเคลื่อนไหวผกผันกับกราฟค่าเงิน USD/THB เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่าง USD/THB กับกระแสเงินทุนต่างชาติ ที่เราได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่าการอ่อนค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยเร่งให้กระแสเงินไหลออกเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นแม้ว่าการอ่อนค่าของเงินบาทในรอบนี้ จะไม่ได้กดดัน SET Index และกระแสเงินมากนัก แต่มองว่าจะเป็นปัจจัยจำกัด Upside ของทั้งคู่ จนกว่า Dollar Index จะขึ้นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ 110-120 จุด (หลังประชุม FOMC 4 พ.ค. 2565)
เพราะฉะนั้นในเชิงของกลยุทธ์การลงทุน ยังแนะนำ ให้ระมัดระวังต่อเนื่อง ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนและยัง Laggard เช่น MBK, SPA, BANPU, CPF, GFPT, CFRESH, TU, SUN, BDMS, AH กลุ่มที่ต้องระมัดระวัง คือ ปิโตรเคมี ผู้นำเข้าสินค้ามาขายในประเทศ
สำหรับหุ้นที่ได้รับผลลบจากการอ่อนค่าของเงินบาท
-
PTT, PTTEP, TOP, IRPC, PTTGC เงินบาทอ่อนค่าจะเป็นลบเล็กน้อยต่อกลุ่มพลังงานเครือ PTT เนื่องจากหุ้นดังกล่าวมีหนี้สินสกุลดอลลาร์ทำให้เกิดขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบบางส่วนจะสามารถชดเชยกับผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น เพราะราคาขายผลิตภัณฑ์-ต้นทุนวัตถุดิบเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายเป็นสกุลดอลลาร์
-
SYNEX, COM7 ต้นทุนการนำเข้าอาจถูกกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า แต่เนื่องจากบริษัทฯเหล่านี้มีการบริหารจัดการยอดขายจำนวนมาก ผ่านสินค้าหลายชนิด และมีการสั่งสินค้าเป็นช่วงเวลา ทำให้ความเสี่ยงไม่สูง อีกปัจจัยสำคัญสำหรับของอุตสาหกรรมอยู่ที่ปัญหา Supply Shortage ที่อาจจะเกิดขึ้น หากการ Lockdown ในประเทศจีนลากยาวเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
-
DOHOME, HMPRO, GLOBAL บริษัทในกลุ่มฯมีสัดส่วนสินค้าราว 20% จากสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นดีซึ่งอยู่ในส่วนของสินค้าที่เรียกว่า Private Brand โดยนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศจีนเป็นหลักราว 80% ซึ่งอาจมีผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าทำให้ต้นทุนของราคาสินค้าที่ขายในประเทศไทยเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้มีผลต่อแผนการเพิ่มความสามารถในการทำกำไรจากสินค้าดังกล่าวทำได้ไม่เต็มที่
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง บาทยังมีโอกาสอ่อนค่ากว่านี้!! กดดัน Fund Flow อาจชะลอตัว แต่หุ้นส่งออกจะ Outperform ตลาด https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/stock-of-the-day/8927

