PIN ขยายอาณาจักรใจกลางจุดยุทธ์ศาสตร์อีอีซี และผลักดันสัดส่วนรายได้ประจำโตขึ้นเป็น 50%
ในช่วงสภาวะที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว เนื่องจากหลายประเทศสั่งห้ามการเดินทางข้ามประเทศ และยกเลิกการเดินทางระหว่างประเทศ ส่งผลให้การค้าการลงทุนต้องสะดุดเหมือนปลั๊กหลุด หลายสิ่งหลายอย่างไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี สถานการณ์ต่างๆทั่วโลกเริ่มดีขึ้น การผ่อนคลายมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการระบาดเริ่มคลี่คลายมากขึ้น เกิดการเดินทางข้ามประเทศทั้งในรูปแบบของการเดินทางท่องเที่ยว และการเดินทางเพื่อลงทุน ดังนั้นจึงทำให้มีความเชื่อว่าทิศทางของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจากนี้จะเริ่มฟื้นตัวขึ้น
โดย บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ PIN เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทย มีเขตนิคมอุตสาหกรรมกว่า 6 แห่ง และในส่วนของโลจิสติกส์พาร์ค จำนวน 1 แห่ง ซึ่งรวมพื้นที่ให้บริการกว่า 7,500 ไร่
พื้นที่และอาณาเขตนิคมอุตสาหกรรมของ PIN ตั้งอยู่ใจกลางจุดยุทธ์ศาสตร์พื้นที่ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้แก่ในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในจังหวัดชลบุรีกว่า 4,832 ไร่ ได้แก่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 1-5 และที่ระยอง จำนวน 872 ไร่ คือนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6
มีลูกค้าที่อยู่ภายในนิคมฯรวมทั้งสิ้น จำนวน 285 ราย แบ่งเป็นลูกค้าจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 68% ไทยจำนวน 11% และ จีน 6% ซึ่งเป็นลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน เช่นลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมอะไหล่รถยนต์ อุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ไตรมาสที่ 1 กำไรโตทะลุ 2 เท่าตัว
ผลการดำเนินงานของ PIN ในไตรมาสที่ 1 เป็นไปอย่างน่าสนใจ และมีการเติบโตอย่างมาก โดยรายได้หลักของ PIN มาจากยอดขายที่ดินในเขตนิคมอุตสาหกรรม และรองลงมาคือรายได้จากการบริการสาธารณูปโภค และส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากการให้เช่าคลังสินค้าและโรงงาน ไตรมาส 1/65 ของ PIN มีรายได้รวม 378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 142% และมีกำไรสุทธิ 138 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 229% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ส่วนปัจจัยที่สนับสนุนมาจากแนวโน้มสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง ส่งผลต่อบรรยากาศการค้าการลงทุนของต่างชาติปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงบวกทำให้มียอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม PIN 4 และ PIN 5 เพิ่มขึ้นเป็น 73 ไร่
ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ หรือ Recurring income จากการให้บริการเช่าโรงงานและคลังสินค้าในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง และค่าบริการสาธารณูปโภคภายในโครงการมีทิศทางดีขึ้น ทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับแผนที่ PIN วางไว้ว่าในปี 65 ยังคงมุ่งเน้นการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าไว้ที่ 350 ไร่ เพิ่มขึ้น 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน
โดยชูจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรม PIN 4 PIN 5 และ PIN 6 เพื่อรับโอกาสจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันมีนักลงทุนจากจีน ไต้หวันและเกาหลี ให้ความสนใจเข้ามาดูที่ดินในโครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ
โครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
แม้ที่ผ่านมาการเติบโตของ PIN จะมาจากนิคมเป็นหลัก แต่หลังจากนี้จะเริ่มมีรายได้ในส่วนอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านของโครงการโลจิสติกส์ พาร์ค แห่งใหม่บนเนื้อที่ 290 ไร่ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นทั้งโรงงานให้เช่า และคลังสินค้า รองรับลูกค้าในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ คลังสินค้า และห้องเย็น คาดจะเริ่มรับรู้รายได้ของโครงการเฟส 1 ตั้งแต่ไตรมาส 1/66 เป็นต้นไป ช่วยกระจายรายได้ให้กับ PIN มากขึ้น
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีพื้นที่ที่เตรียมพร้อมจะพัฒนาในโครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6 อีกจำนวนกว่า 100 ไร่ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มที่ดินให้กับโครงการนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6 ให้มีพื้นที่ขายเพิ่มขึ้น จากเดิมเฟส 1 มีจำนวน 872 ไร่ และเมื่อรวมกับเฟส 2 ที่กำลังขยายทำให้มีพื้นที่ขายรวมกันกว่า 1,426 ไร่
นอกจากนี้ยังมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องด้วยพื้นที่ภายในนิคมอุตสาหกรรมของ PIN มีรวมกันกว่า 1,300 ล้านตารางเมตร ประกอบกับมีพื้นที่ผิวน้ำอีกประมาณ 300ไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพูดคุยกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ เบื้องต้นมองว่าอาจจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยจะเริ่มพัฒนาโครงการนี้ในช่วงไตรมาส 3/65 และจะเริ่มรับรู้รายได้ทันทีในไตรมาส 1/65
จากโครงการที่กล่าวมานั้นจะเป็นการช่วยให้ PIN สามารถดำเนินกลยุทธ์ได้ตามภารกิจที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ ให้เติบโตขึ้น 50% ภายในกรอบระยะเวลาที่ตั้งไว้ 3 ปี
นิคมอุตสาหกรรม กำลังฟื้นเต็มที่
ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมต่อจากนี้จะเป็นบวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยไม่ว่าจะเป็นตัวเลข GDP ไตรมาส1/65 ที่ขยายตัวขึ้น รวมถึงตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ FDI ในปี 63 ที่ติดลบกว่า 4,000 ล้านบาท และในปี 64 กลับมาฟื้นตัวเป็นบวกกว่า 11,422 ล้านบาท จากมาตรการผ่อนคลายโควิด19 ของหลายประเทศ จึงทำให้เริ่มเห็นสัญญาณนักลงทุนต่างชาติที่มองหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น
รวมถึงประเด็นการที่ภาครัฐได้พยายามผลักดันโครงการ EEC ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวเกิดสะดุดในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด 19 ทั้งนี้หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าภาครัฐจะเร่งฟื้นนโยบายการลงทุนในโครงการ EEC อย่างแน่นอน
PIN เป็นอีกหนึ่งในผู้ประกอบการนิคมฯอุตสาหกรรมของไทยที่จะได้รับประโยชน์ เนื่องจากนิคมอุตสาหกรรมของ PIN ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นเขตพื้นที่รองรับนโยบาย EEC และใกล้ท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุดและท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง รวมถึงใกล้กับสนามบินอู่ตะเภา จะเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่ S-Curve
