SCGP ลุ้น Q4/69 แกร่ง รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์เทศกาลพุ่ง ลุย M&P อินเดีย ลุ้นปิดดีลทันปีนี้

SCGP คาด Q4/69 ผลงานทรงตัวระดับสูง ใกล้เคียง Q3/69 รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้นตัวช่วงเทศกาล มั่นใจยอดขายปี 69 ถึงเป้า 1.3 แสนล้านบาท พร้อมเดินหน้าเจรจา M&P อินเดีย ลุ้นสรุปดีลสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า


นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า คาดแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/69 จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับไตรมาส 3/69 ที่มีกำไรสุทธิ 2,026 ล้านบาท เติบโต 113% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ฟื้นตัว จากการที่ผู้ประกอบการเร่งผลิตสินค้าเพื่อรองรับเทศกาลปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน เทศกาลเต๊ดในประเทศเวียดนาม และเทศกาลฮารีรายาในประเทศอินโดนีเซีย


อีกทั้งความต้องการบริโภคภายในประเทศของตลาดหลักในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียและเวียดนาม ยังคงมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จึงช่วยส่งเสริมยอดขายตลอดไตรมาสสุดท้ายได้เป็นอย่างดี โดยบริษัทยังประเมินยอดขายปี 2569 จะเติบโตทะลุ 1.3 แสนล้านบาท และ EBITDA ที่ระดับ 18,300 ล้านบาท


สำหรับต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน แม้ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง แต่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทสามารถวางแผนการผลิตและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นรักษาระดับอัตรากำไรและการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์


อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงช่วงวันหยุดปลายปีที่อาจส่งผลให้กำลังซื้อในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยชะลอตัวลงเล็กน้อย


ส่วนงบลงทุนปี 2569 ที่บริษัทวางไว้ราว 10,000 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 4,000 ล้านบาท และคาดว่าการใช้จ่ายเงินลงทุนรวมเมื่อสิ้นสุดไตรมาส 4/69 จะใกล้เคียง 10,000 ล้านบาท หรืออาจต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย


เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนผังโรงงานของโครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัมและกระดาษทำผิวกล่องลูกฟูกที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีมูลค่าการลงทุน 9,800 ล้านบาท ส่งผลให้ระยะเวลาการดำเนินโครงการล่าช้าไปประมาณ 1 - 2 เดือน งบลงทุนบางส่วนจึงถูกเลื่อนไปใช้ในปี 2570


ขณะเดียวกันการเข้าซื้อกิจการบริษัท จินจงฟา อุตสาหกรรมกระดาษ จำกัด ในจังหวัดชลบุรี แม้จะมีมูลค่าเงินลงทุนในหุ้น 68 ล้านบาท แต่เป็นการเข้าซื้อในลักษณะหักหนี้สินเดิม จึงใช้เงินสดลงทุนจริงไม่สูง แต่งบลงทุนโดยภาพรวมยังคงสามารถบริหารจัดการให้อยู่ในกรอบใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้


ขณะที่ความคืบหน้าการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) บริษัทสนใจขยายการลงทุนไปยังประเทศอินเดียซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ ล่าสุดคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการลงทุนแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินขั้นตอนการเจรจาทางธุรกิจ ซึ่งยังต้องติดตามว่าจะได้ข้อสรุปทันภายในสิ้นปีนี้ หรือขยับไปในช่วงต้นปีหน้า