เมื่อ PTG กำลังเปิดตัวเครื่องดื่มกัญชง และออกผลิตภัณฑ์เสริมความงาม

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า ในการขยายธุรกิจสู่กัญชง บริษัทคาดว่าจะสามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์ได้ไม่เกินไตรมาส 3/2564 โดยเป็นผลิตภัณฑ์ส่วนผสมในเครื่องดื่ม


ส่วนสถานีชาร์จสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คาดว่าจะดำเนินการติดตั้งจำนวน 300 สาขา ภายใน 4 ปีนับจากนี้ (64-68) หลังจาก บริษัทได้เซ็น MOU ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ในการดำเนินโครงการดังกล่าว


ขณะที่แผนการดำเนินงานในปี 2564 บริษัทตั้งเป้ามีกำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) เติบโตอยู่ที่ 10-15% โดยทั้งปี 2564 คาดมีค่าการตลาดอยู่ที่ระดับ 1.8-1.9 บาทต่อลิตรทั้งนี้เนื่องจากบริษัทยังคงเห็นโอกาสการเติบโตในอุตสาหกรรมน้ำมันภาพรวมต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันอยู่ที่ 4,959 ล้านลิตร หรือคิดเป็นเติบโต 5.9% เมื่อเทียบจากปีก่อน และสูงกว่าอุตสาหกรรมโดยรวมที่มีปริมาณจำหน่ายน้ำมันโดยรวมอยู่ที่ 34,837 ล้านลิตร หรือลดลง 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า


ดังนั้นทำให้บริษัทตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในปี 2564 โต 8-12% รวมถึงปริมาณการจำหน่ายแก๊ส LPG ซึ่งคาดว่าในปี2564 จะเพิ่มขึ้น 15-20% เนื่องจากในปีที่ผ่านมาบริษัทมีปริมาณการจำหน่ายแก๊ส LPG โตถึง 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการขยายสถานีบริการแก๊ส LPG ที่เพิ่มขึ้น ครอบคลุมการให้บริการที่มากขึ้น


โดยแนวโน้มไตรมาส 1/2564 คาดมีปริมาณจำหน่ายน้ำมันเติบโต 8-10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจาก สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันดีขึ้น ประกอบกับทำการตลาด และฐานบัตรสมาชิก PT MAX card ปรับตัวเพิ่มขึ้นปัจจุบนอยู่ที่ราว 15 ล้านสมาชิก และคาดทั้งปี 64 คาดเพิ่มมาอยู่ที่ 18 ล้านสมาชิก


สำหรับธุรกิจ LPG ทั้งสถานีบริการแก๊ส LPG ยานยนต์ และภาคครัวเรือคาดว่าปี 2564 จะมียอดขายที่ 9.7 หมื่นตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 8.7 หมื่นตัน โดยปี 2567 คาดเพิ่มมาอยู่ที่1.84 แสนตัน โดยคาดมาร์เก็ตแชร์เพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 16-17% เป็นเบอร์ 3 ของอุตสาหกรรม จากปัจจุบันเป็นเบอร์ 4 และคาดปี 2564 มีมาร์เก็ตแชร์ที่ 5.4% จากปี 2563 อยู่ที่ 2.7% โดยมีแผนน้ำเข้าตลาดหุ้น โดยคาดจะยื่นไฟลิ่งในช่วงปลายปี 2564 นี้  โดยธุรกิจ LPGให้อัตรากำไรขั้นต้น 4-5 บาทต่อกิโลกรัม


ส่งผลให้ในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายสาขาการให้บริการทั้งธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจน้ำมัน (Non-Oil) รวมเป็น 3,160 สาขา เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสาขารวมทั้งหมด 2,850 สถานี โดยคาดว่าจะเพิ่มสถานีบริการน้ำมัน จากเดิม 1,888 สาขา เพิ่มเป็น 2,030 สาขา และสถานีบริการแก๊ส LPG เพิ่มขึ้นจาก 206 สาขา เป็น 260 สาขาภายในสิ้นปีนี้


รวมถึงการขยายศูนย์บริการรวม (Touchpoint) ซึ่งเป็นธุรกิจ Non-Oil เช่น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ร้านคอฟฟี่เวิลด์ ร้านสะดวกซื้อแมกซ์มาร์ท (Max Mart) รวมถึงศูนย์บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ออโต้แบคส์ (Autobacs)  และอื่นๆ รวมเป็น 870 สาขา จากปี 2563 ที่มีศูนย์บริการรวม 756 สาขา ซึ่งหลักๆ จะเป็นการขยายสาขาของร้านกาแฟพันธุ์ไทย เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น


โดยบริษัทได้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนดังกล่าวกว่า 4,000-4,500 ล้านบาท สำหรับขยายธุรกิจทั้งในธุรกิจหลัก ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน รวมถึงธุรกิจใหม่ ซึ่งคาดว่างบสำหรับการขยายสถานีบริการน้ำมันและแก๊ส LPG อยู่ที่ 3,000-3,500 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจ Non-Oil จำนวน 500 ล้านบาท ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และที่เหลืออีกประมาณ 500 ล้านบาท เป็นการลงทุนในธุรกิจใหม่


“ในปี 2564 นี้ บริษัท มีเป้าเพิ่มที่จะเพิ่มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันโต 8-12% จากการเพิ่มสถานีบริการน้ำมันและแก๊ส LPG อีก 100-150 สาขา รวมถึงขยายการให้บริการธุรกิจแก๊ส LPG ครัวเรือน จากการเพิ่มสาขาการให้บริการ Gas Shop อีก 50 สาขา เนื่องจากมีแผนที่เพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายแก๊ส LPG ครัวเรือนให้มีสัดส่วน 40-50% ของปริมาณการจำหน่ายแก๊ส LPG ทั้งหมด


ในส่วนของธุรกิจ Non-Oil ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสาขา Non-Oil อีก 100-150 สาขา เพื่อให้บริการที่หลากหลายและครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 4,000-4,500 ล้านบาท ซึ่งอัตรากำไรสุทธินับจากนี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลมาจากธุรกิจ Non-Oil ที่เพิ่มขึ้น โดยธุรกิจNon-Oil.มีกำไรที่ดีกว่าธุรกิจน้ำมัน"นายพิทักษ์ กล่าว


นายพิทักษ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของผลประกอบการในปีนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นสร้างกำไรที่สม่ำเสมอและยั่งยืน รวมถึงการรักษาส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) เป็นอันดับ 2 ผ่านการจำหน่ายน้ำมันในทุกช่องทางของประเทศ และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้นจากปีก่อน



เล็งออกสินค้าความงาม

รวมถึงการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมโอเลโอ เคมิคอล (Oleo Chemical) เป็นต้น จากโครงการ Palm Complex ที่ปัจจุบันสามารถดำเนินโครงการได้เต็มกำลังการผลิต โดยมีแผนต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านความงาม คาดจะออกโปรดักส์ดังกล่าวได้ราว 4 โปรดักส์ ในปี 2564-65


ขณะเดียวกันมีแผนขยายการให้บริการธุรกิจพลังงานทดแทน โดยยังมีแผนเข้าร่วมยื่นเสนองานโซลาร์ฟาร์มกองทัพบก จำนวน 30 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการรวม 600 ล้านบาท จากทั้งหมดในเฟสแรก 300 เมกะวัตต์ คาดชัดเจนเดือนเม.ย.นี้ และอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรในการดำเนินโรงไฟฟ้าจากขยะ กำลังการผลิต 6 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนพันธมิตรได้ในปีนี้ 

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Where to put your money
รู้หรือไม่? “SpaceX” ไม่ได้ถูกตีค่าในฐานะบริษัทจรวด... แต่ถูกตีค่าในฐานะ “ผู้ถือกุญแจสู่อนาคต” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“บล.ดาโอ” ลั่นจุดยืนเป็น “Wealth Management” ชูจุดเด่น “One-Stop Financial Service”… เล็งขยายฐาน “ลูกค้าต่างจังหวัด” พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.6 พันลบ. เพิ่มขึ้น 25% !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
SET ปิดเช้าพุ่ง 21 จุด ทะลุ 1,600 จุด สำเร็จ! รับแรงหนุนกลุ่มโรงไฟฟ้า-สื่อสาร โบรกฯ มองหุ้นไทยมีดี แต่เริ่มแพง
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“DAOL-GTECH” กระจายลงทุน “หุ้นเทคฯ โลก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาวรับ “โลกยุคดิจิทัล” !!!
เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
Sustainability
“ยกระดับ” ศักยภาพของ “ห่วงโซ่อุปทาน”... ด้วย “การปรับปรุง” กระบวนการดำเนินงาน เพื่อ “เพิ่มประสิทธิภาพ” การผลิต !!!
เมื่อ อีก 3 ชั่วโมง
Follow Us