จองตั๋วขึ้นรถ 4 หุ้นกลุ่มอาหาร ก่อนที่ราคาหุ้นจะวิ่งเป็นผู้นำตลาด

เริ่มจับสัญญาณโมเมนตัมของกลุ่มหุ้น SET FOOD ได้ว่าในรอบนี้กลุ่มดังกล่าวมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะหมุนขึ้นเป็นกลุ่มผู้นำของตลาด หลังจากที่รอบไซเคิลเริ่มหมุนกลับมาให้ควรจะรีบเข้าลงทุนก่อนที่จะหมดรอบ หลังจากในช่วงที่ผ่านมาเป็นรอบของกลุ่มพลังงานและธนาคาพาณิชย์


นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าหุ้นในกลุ่มอาหารมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าวยังคงแกว่งตัวโซน Improving แต่อย่างไรก็ตามมีโอกาสสูงที่จะเร่งตัวเข้าสู่โซน Leading กลับมาเป็นกลุ่มหุ้นที่ช่วยหนุนนำดัชนีได้ในช่วงถัดไป


โดยโมเมนตัมของราคาหุ้นเหวี่ยงเป็นรอบ ซึ่งในเชิงสัปดาห์ราคาหุ้นกลุ่มอาหารเริ่มปรับตัวเข้ามาอยู่ในกลุ่ม Improving และในระยะถัดไปถ้าราคาหุ้นยังคงรักษาเสถียรภาพอยู่แบบนี้ก็มีโอกาสที่หุ้นในกลุ่มอาหารจะขึ้นเป็นกลุ่มผู้นำตลาดได้ ด้วยเหตุผลระยะสั้นคือการจะเตรียมเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจในช่วงฤดูร้อน ประกอบกับมีข่าวที่เป็นปัจจัยบวกจากการเพิ่มไลน์สินค้าจากธุรกิจกัญชง


ดังนั้นทั้งสองเหตุผลดังกล่าวก็เพียงพอจะอธิบายได้ว่าหุ้นกลุ่มอาหารจะ Outperform ตลาด ทั้งนี้เมื่อมีกลุ่มที่จะขึ้นเป็นผู้นำของตลาดแล้ว ลำดับถัดไปก็จะต้องค้นหาหุ้นที่จะสามารถขึ้นเป็นผู้นำของกลุ่ม และเมื่อราคาขึ้นก็สามารถช่วยพยุงกลุ่มให้เป็นผู้นำในดัชนีได้ 1.MINT ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจโรงแรม 2.ICHI อิชิตัน 3.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF 4.CBG


อย่างไรก็ตาม Wealthy Thai จึงหาข้อมูลพื้นฐานและแนวโน้มธุรกิจรวมถึงอัตราการเติบโตของในแต่ละบริษัทว่าจะออกมาอย่างไร เพื่อให้เห็นสดอคล้องกับราคาหุ้นที่มีโอกาสจะปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะอย่างไรก็ตามเมื่อราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นไปได้นั้นจะต้องมีสตอรี่ และปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลให้ราคาหุ้นขยับเพิ่มขึ้น



MINT ถึงเวลาแล้วได้ไปต่อ….

เริ่มที่ MINT ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ธุรกิจโรงแรม เพราะนอกเหนือจากนี้แล้ว MINT มีเครือร้านอาหารเดอะ พิซซ่า คอมปะนี, Swensens, Sizzler,เบอร์เกอร์คิง และ Dairy Queen เป็นต้น ซึ่งเป็นตัวชูโรงอีกตัวหนึ่งที่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเมืองนอกเหนือจากธุรกิจโรงแรม


โดยบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ธุรกิจอาหารในไตรมาส4/63 รายงานยอดขายสาขาเดิมโดยรวม -13.7% จากปีก่อน แต่หากพิจารณาเป็นรายประเทศ ร้านอาหารในจีนและ Australia มีการฟื้นตัวเด่นตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค.63 ซึ่งปัจจุบันยอดขายสาขาเดิมใน Australia กลับมาอยู่ที่ระดับก่อนเกิด COVID-19 ส่วนในจีนเติบโตสูงกว่าระดับก่อนเกิด COVID-19 แม้ของไทยยังยังติดลบอยู่ 17% จากปีก่อน เพราะการระบาดรอบสอง แต่ EBITDA รวมของกลุ่มอาหารเป็นบวกแล้ว


ธุรกิจโรงแรมในไตรมาส4/63 กลุ่มโรงแรมที่กลับมาฟื้นตัวเด่น ได้แก่ โรงแรมใน ออสเตรเลีย และมัลดีฟส์ โดยประเทศ ออสเตรเลีย ได้รับผลกระทบน้อยเนื่องจากมีการควบคุมสถานการณ์ที่ดี อย่างไรก็ดีโรงแรมส่วนใหญ่ของ MINT อยู่ในยุโรป ซึ่งยังได้รับผลกระทบระยะสั้นจากการระบาดของ COVID-19 รอบสองในช่วงในช่วงไตรมาส4/63 กดดันภาพรวมโรงแรมของทั้งกลุ่ม


สำหรับธุรกิจโรงแรมและอาหารในประเทศที่มีการควบคุม COVID-19 ได้ดี อย่าง ออสเตรเลียและจีนส่งสัญญาณฟื้นตัวในรูปแบบ V-Sharpe ดังนั้นประเทศในยุโรปที่ได้เริ่มฉีดวัคซีนก่อนประเทศฝั่งเอเชีย คาดจะเห็นภาพการฟื้นตัวในรูปแบบใกล้เคียงกันในลำดับถัดไป เนื่องจากตลาดยุโรปเป็นสัดส่วนหลักของ EBITDA รวมของ MINT การฟื้นตัวดังกล่าวจะส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานกลุ่ม  


ขณะที่ผู้บริหาร MINT คาดโรงแรมในกลุ่ม NH HOTEL จะกลับมา Breakeven ในระดับ EBITDA Level ได้ในช่วงปลายไตรมาส2/64 หากเกิดขึ้นได้จริง ผลประกอบการของ MINT จะมีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ คงประมาณการและคำแนะนำ “ซื้อ” อิงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 36.80 บาทต่อหุ้น อิง +0.5SD EV/EBITDA ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี



CPF ฟาร์มหมูที่จีนไม่หมู

หุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลจะช่วยผลักดันให้หุ้นในกลุ่มอาหารเป็นกลุ่มนำตลาดได้ ด้วยมูลค่าบริษัทขนาดใหญ่หลัก 2 แสนล้าน รวมถึงยังมีปัจจัยที่เป็นเจ้าของฟาร์มสุกรที่ประเทศจีน หลังจากที่ล่าสุดไปเข้าซื้อ


บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับประมาณการกำไรปกติปี 64 เพิ่มขึ้น 22% สะท้อนการลงทุนของบริษัทย่อยคือ CPP ในธุรกิจหมูจีน (CTI) 35% ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 63 และการลงทุน 20% ในเทสโก้เอเชีย เมื่อ 18 ธ.ค. 63 โดยผลกระทบเชิงลบน้อยกว่าที่เคยคาด เนื่องจากใช้เงินลงทุน 1.307 พันล้านเหรียญฯ (จากเดิม 1.5 พันล้านเหรียญฯ) ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะด้วยการนำเงินทุนมาจากกระแสเงินสดภายในกิจการส่วนหนึ่ง และการทยอยออกหุ้นกู้มาก่อนหน้านี้แล้วซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 3.6% อีกทั้งคาดว่าไม่มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน


แนวโน้มกำไรปีนี้เติบโตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ปริมาณขายเพิ่มขึ้นจากการขยายการเลี้ยงหมูในไทยและเวียดนามรวมเพิ่มขึ้น 16% เป็น 13 ล้านตัว/ปี อีกทั้งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเต็มปีจาก CTI ซึ่งเพิ่มการเลี้ยง 33% เป็น 6 ล้านตัว/ปี แม้จำนวนหมูเพิ่มขึ้น แต่คาดว่าราคาหมูยังอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจาก Supply ที่ยังขาดแคลนจากการระบาดของโรค ASF ส่วนการลงทุนในเทสโก้คาดว่ามีผลกระทบจำกัด แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย (SOTP) ปรับขึ้นจาก 39 บาท เป็น 44.50 บาท



ICHI ไปกับตัน…ไม่มีทางตัน

ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นของ ICHI วิ่งตอบรับกระแสข่าวดีธีมหุ้นกัญชงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตามจะต้องรอดูว่าราคาหุ้นจะสามารถยืนทนสภาพการถูกแรงขายทำกำไรได้หรือไม่เพราะหากสินค้าที่วางไว้เกี่ยวกับธุรกิจกัญชงอกมาจริงๆจะเข้าข่ายการถูก Sell on fact ด้วยหรือไม่


โดยบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลว่า คงประมาณการกำไรปกติปี 2564 ไว้ที่ 726 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 43.2% จากปีก่อน และคงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2564 ที่ 16.20 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่มีโอกาสสูงที่จะปรับประมาณการขึ้นได้จากอัตรากำไรขั้นต้นที่อาจสูงกว่า คาดจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มกัญชงที่คาดจะเพิ่มรายได้ และกำไรขั้นต้นของบริษัทอย่างมีนัยยะ


ทั้งนี้ผู้บริหารมองว่ากระแสเครื่องดื่มกัญชงในตอนนี้แรงกว่ากระแสของชาเขียวในอดีต แต่กัญชงไม่ต้องทำการตลาดเท่าชาเขียว เพราะคนรับรู้ประโยชน์ของกัญชงอยู่แล้ว จึงมีค่าใช้จ่ายในการตลาดน้อยกว่า โดยเฟสแรกบริษัทฯได้เปิดตัว”อิชิตัน กรีนแลป” เครื่องดื่มผสมเทอร์ปีน (สารสกัดจากพืชให้กลิ่นหอมเหมือนกัญชง) มีคุณสมบัติทำให้ผ่อนคลาย บรรเทาความเครียด และช่วยในการนอนหลับ คาดเริ่มวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อกลางเดือนเมษายน


ส่วนในระยะถัดไปจะเป็นเครื่องดื่มผสมสาร CBD จากกัญชง โดยได้จับมือกับพันธมิตรโรงสกัดแล้ว คาดเริ่มจำหน่ายในไตรมาส3/64 หากอย.ปลดล็อคภายในเดือนเม.ย. ซึ่งมีแหล่งวัตถุดิบรองรับกับพันธมิตรแล้ว บริษัทคาดรายได้จากกลุ่มนี้ราว 35 – 50 ล้านบาทต่อเดือน โดยที่ไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรใหม่เพิ่มเติม ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงถึง 29% จากปัจจุบันเฉลี่ยที่ 20% เป็น Upside ต่อประมาณการ


ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มผสมวิตามินได้มีการส่งออกไปที่ลาวบ้างแล้ว พร้อมกับเตรียมวางขายสินค้ารสใหม่ น้ำด่าง PH8.5 ผสมใบแปะก๊วยปลายเดือนเม.ย ประกอบกับมีแผนออกสินค้าใหม่ในกลุ่มนี้อีกอย่างน้อย 1 ชนิดในปี 64


สำหรับธุรกิจ OEM มีออเดอร์จาก Asahi เฟสแรกเป็นเครื่องดื่มนมเปรี้ยวจำนวน 20,000 ลัง/เดือน วางจำหน่ายในประเทศฟิลิปปินส์เริ่มเดือนมิ.ย. หากผลตอบรับดีมีแผนเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 SKU และสินค้าใหม่ประเภทเครื่องดื่มอัดแก๊สเพิ่มเติม และมีออเดอร์จากบริษัทรายใหญ่ในไทยจะเป็นกลุ่มเครื่องดื่มผสมวิตามินแบบพรีเมียมเริ่มวางจำหน่ายเดือนเม.ย. รวมทั้ง 2 รายนี้คาดมีคำสั่งซื้อไม่น้อยกว่า 60,000 ลัง/เดือน      



CBG ขยายอาณาจักร และผลิตภัณฑ์

เป็นอีกหนึ่งหุ้นใหญ่ที่จะช่วยผลักดันกลุ่ม SET FOOD ให้หนุนไปเป็นกลุ่มผู้นำตลาด และช่วยผลักดันดัชนี โดยในช่วงที่ผ่านมามีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายที่เข้ามากระทบเครื่องดื่ม “คาราบาว” ซึ่งข่าวดีก็คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทวิตามินซี สามารถกินส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับที่ 2 ได้แล้ว แต่ยังมีข่าวร้ายที่ไม่ค่อยสู้ดีนักคือ หลังจากที่ต้องต่อสู้กับโควิด19 ที่เมียนมาแล้วยังต้องเผชิญสถานการณ์การปฎิวัติอีก ซึ่งจะกระทำยอดขายมากน้อยแค่ไหนนั้นจะต้องคอยติดตาม


ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นว่า ยังคงประมาณการกำไรปี 2564 ที่ 4,473 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.9% จากปีก่อน แต่ด้วยมีโอกาสจากสินค้าใหม่ ตลาดจีน การลดต้นทุนการผลิตทำให้มีโอกาสที่กำไรปี 2564 อาจดีกว่าที่คาดไว้ได้ จึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 152.50 บาท


โดยเครื่องดื่ม Woody C-lock สามารถกินส่วนแบ่งในตลาดมากขึ้นเป็นราว 10% รักษามาเก็ตแชร์อันดับ 2 ในกลุ่มวิตามินซีช๊อตได้แข็งแกร่ง ซึ่งบริษัทตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านขวดในปี 64 นอกจากนี้วางแผนการออกสินค้าใหม่ในกลุ่มนี้อีกอย่างน้อย 2 ตัวในปีนี้ โดยจะเป็น Functional Drink ที่มีนวัตกรรม ได้ตั้งเป้าเติบโตในกลุ่มนี้ไม่ต่ำกว่า 100% และคาดจะได้เห็นสินค้าใหม่ในไตรมาส2/64


สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์ในเมียนมาร์ในปัจจุบันยังไม่ชัดเจนนัก เบื้องต้นส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในส่วนการติดต่อสื่อสารกับผู้จัดจำหน่ายในเมียนมาร์ เนื่องจากระบบอินเทอร์เน็ตถูกระงับสัญญาณ และการแทรกแซงของรัฐฯ ในด้านธุรกรรมการเงิน อย่างไรก็ตามผู้จัดจำหน่ายในเมียนมาร์มีบัญชีธนาคารในไทยจึงทำให้บริษัทยังได้รับผลกระทบที่จำกัด และคาดจะสามารถประเมินสถานการณ์ได้ชัดเจนมากขึ้นในระยะเวลา 1 – 2 เดือน ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในกัมพูชากระทบต่อรายได้ในไตรมาส4ที่ผ่านมา ได้คลี่คลายลงแล้วส่งผลต่อการฟื้นตัวที่ดีขึ้น


ขณะที่ตลาดจีนเป็นธงหลักในการเติบโตสำหรับปี 64 เนื่องจากอุปสงค์ฟื้นตัว หลังสถานการณ์ COVID -19 คลี่คลาย โดยเฉพาะใน 5 มณฑลสำคัญซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท ประกอบกับ กลยุทธ์ของบริษัทในการร่วมมือกับพันธ์มิตรผู้จัดจำหน่าย YTD ตลาดจีนเริ่มมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ โดยบริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในจีนจะเติบโตไม่ต่ำกว่าเท่าตัวในปี 64 จากเดิม 385 ล้านบาท ในปี 63



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่

Most Viewed
Where to put your money
รู้หรือไม่? “SpaceX” ไม่ได้ถูกตีค่าในฐานะบริษัทจรวด... แต่ถูกตีค่าในฐานะ “ผู้ถือกุญแจสู่อนาคต” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“บล.ดาโอ” ลั่นจุดยืนเป็น “Wealth Management” ชูจุดเด่น “One-Stop Financial Service”… เล็งขยายฐาน “ลูกค้าต่างจังหวัด” พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.6 พันลบ. เพิ่มขึ้น 25% !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
SET ปิดเช้าพุ่ง 21 จุด ทะลุ 1,600 จุด สำเร็จ! รับแรงหนุนกลุ่มโรงไฟฟ้า-สื่อสาร โบรกฯ มองหุ้นไทยมีดี แต่เริ่มแพง
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“DAOL-GTECH” กระจายลงทุน “หุ้นเทคฯ โลก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาวรับ “โลกยุคดิจิทัล” !!!
เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
Sustainability
“ยกระดับ” ศักยภาพของ “ห่วงโซ่อุปทาน”... ด้วย “การปรับปรุง” กระบวนการดำเนินงาน เพื่อ “เพิ่มประสิทธิภาพ” การผลิต !!!
เมื่อ อีก 3 ชั่วโมง
Follow Us