GFPT-TFG ผู้ค้าไก่รายใหญ่ ราคาหุ้นวิ่งอย่างร้อนแรง หลังไข้หวัดนกระบาดในบราซิล
เปิดตลาดวันนี้ (23 พ.ค. 66) ราคาหุ้นกลุ่มปศุสัตว์ของไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกไก่อย่าง GFPT และ TFG ดีดตัวขึ้นแรง โดยราคาหุ้นของ GFPT ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 12 บาท หรือเพิ่มขึ้น 3.45% ส่วน TFG ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.42 บาท หรือเพิ่มขึ้น 2.79% รับอานิสงส์เชิงบวกจากข่าวการตรวจพบไวรัสไข้หวัดนก H5N1 ในประเทศบราซิลซึ่งเป็นผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ของโลก
โดยบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กระทรวงเกษตรของบราซิลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขในสัตว์เป็นเวลา 180 วัน เพื่อหาแนวทางการรับมือและควบคุมความเสี่ยงที่จะระบาดไปสู่สัตว์ปีกอื่นๆในประเทศ หลังตรวจพบเชื้อไข้หวัดนก H5N1 ในนกป่าจำนวน 8 ตัว ในรัฐรีโอเดจาเนโรและรัฐเอสปีรีตูซานตู ซึ่งประเด็นดังกล่าวฝ่ายวิเคราะห์มองเป็น sentiment บวกกับกลุ่มปศุสัตว์ของไทย เช่น GFPT, TFG, CPF, BTG เป็นต้น
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ชาวจีนบริโภคตีนไก่คิดเป็น 80% ของโลก ซึ่งคนจีนนิยมนำมาทำอาหารว่าง แต่สามารถผลิตดีนไก่ 18,000 ล้านตีนต่อปี โดยมีความต้องการบริโภคปีละ 30,000 ล้านตีน ทำให้ต้องนำเข้าตีนไก่แช่แข็ง ซึ่งนำเข้าจากบราซิลมากที่สุด คิดเป็น 62.82% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ส่วนประเทศไทยพบว่าในปี 2565 จีนนำเข้าตีนไก่จากไทยเพิ่มขึ้น 16.17% มองเป็นบวกกับกลุ่มปศุตว์ของไทย
ด้านแนวโน้มการดำเนินงานของ GFPT บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในไตรมาส 2/66 คาดกำไรปกติอยู่ที่ 314 ล้านบาท ลดลง 35% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 32% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งกำไรที่ปรับลดลงจากไตรมาส 2/65 เกิดจาก GPM ที่ลดลงตามต้นทุนข้าวโพดและถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้น และ GFN ที่พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน
ส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/66 เกิดจากยอดขายและ GPM ที่เพิ่มขึ้น ตามปริมาณการส่งออกที่เติบโต โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น รวมถึงราคาไก่ส่งออกและไก่ indirect export ที่สูงขึ้น ชดเชยราคาโครงไก่ที่ปรับตัวลดลง ด้านส่วนแบ่งขาดทุนจาก GFN เพิ่มขึ้นตามราคาโครงไก่ที่ลดลง ขณะที่แบ่งกำไร McKey ดีขึ้นเพราะส่งออกยังเติบโต คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 14 บาท
ด้าน TFG บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เนื่องจากกำไรไตรมาส 1/66 ออกมาต่ำกว่าคาด ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ลงอีก 30% เหลือ 2.83 พันล้านบาท เพื่อสะท้อนอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับลดลง จาก 16.6% เหลือ 13.9% และปรับราคาเป้าหมายลดลงอีก 29% เหลือ 5.9 บาท
ถึงแม้ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” หุ้น TFG เนื่องจากมูลค่าหุ้นที่ถูกมาก ณ ปัจจุบัน แต่มองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรีบเข้าลงทุน เนื่องจากกำไรยังคงมีแนวโน้มลดลงจากปีจากปีก่อน ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 1/66 ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4/66
