ส่อง 3 มุมมองโบรกเกอร์กับอนาคต“TIDLOR” สดใสแค่ไหนหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ !!
หลังจากที่ผ่านกระบวนการซื้อขายในวันแรกของหุ้น TIDLOR หรือ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) กันไปแล้ว ซึ่งสามารถสร้างผลกำไรให้กับนักลงทุนกันมากพอสมควร แต่ในอนาคตจะสามารถสร้างผลกำไรให้กับการลงทุนได้ต่อเนื่องอีกหรือไม่นั้น จะต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้ผลประกอบการเติบโต และจะสะท้อนไปถึงราคาหุ้น
โดย Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปค้นหาข้อมูล ส่งแนวโน้มแผนธุรกิจ และมุมมองการตั้งเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของผู้บริหาร รวมถึงบทวิเคราะห์แนวโน้มของธุรกิจ และปัจจัยเชิงพื้นฐานผ่านมุมมองของเหล่าโบรกเกอร์ที่มีต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมสินเชื่อทะเบียนรถยนต์และนายหน้าประกันวินาศภัย ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ออกเป็นราคาเหมาะสม
สำหรับความเป็นมาเบื้องต้นนั้น TIDLOR เป็นบริษัทในกลุ่มธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ที่ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ประเภทสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นหลักประกัน (สินเชื่อจำนำทะเบียน) ภายใต้ชื่อ “เงินติดล้อ”
นอกจากนี้ TIDLOR มีธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็น 1 ใน 3 อันดับแรกของธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยที่จำหน่ายแก่ลูกค้ารายย่อย ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อจำนำทะเบียนที่หลากหลาย ครบวงจร และช่องทางการขายและบริการที่ครอบคลุมทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ณ ธ.ค. 2563 มี 1,076 สาขา ครอบคลุม 74 จังหวัดทั่วประเทศ
โดย TIDLOR ประเมินว่า ในช่วง 3 ปีต่อจากนี้อัตราการเติบโตจากธุรกิจสินเชื่อจะอยู่ที่ 15-20% ขณะที่ธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย จะเติบโต 40% ด้วยกลยุทธ์ได้ใช้หลากหลายช่องทางในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า พร้อมกับการขยายสาขา ซึ่งจะมีการขยายสาขาเพิ่มเป็น 1,500 สาขา จากปัจจุบันราว 1,200 สาขา ซึ่งเมื่อเทียบธุรกิจแล้วก็จะเติบโตมากกว่าคู่แข่ง ภายในช่วง 3 ปีจากนี้
สำหรับแนวโน้มการเติบโตในปี 64 พอร์ตสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15-20% และธุรกิจนายหน้าประกันภัยสำหรับรายย่อยยังเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยช่วงที่ผ่านมารายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันฯ เติบโตกว่า 20% ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) นั้น ทาง TIDLOR จะบริหารจัดการให้อยู่ในระดับเดียวกับปีก่อนแม้จะมีการระบาดของ Covid-19 เข้ามาก็ตาม ซึ่งมีลูกค้าบางส่วนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้สิ้นปี 2563 บริษัทมี NPL อยู่ที่ระดับ 1.7% ต่อสินเชื่อรวม และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 325.1%
มุมมองจากนักวิเคราะห์
โดยบริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นโบรกเกอร์ที่ให้ราคาเป้าหมายหุ้น TIDLOR ไว้สูงสุด ณ ขณะนี้ที่ 56 บาทต่อหุ้น ซึ่ง บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส เริ่มต้นวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาพื้นฐาน 56 บาท อิงกับ P/BV ปี 64 ที่ 5.0 เท่า โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 64 จะขยายตัว 32%จากปีก่อน
TIDLOR เป็นอันดับ 1 ในธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ, เป็นอันดับ 2 ในธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ และเป็นอันดับ 3 ในธุรกิจนายหน้าประกันภัยในประเทศไทย (โดย TQM มีส่วนแบ่งการตลาด 8% ส่วน TIDLOR ประมาณ2%) รวมทั้งมีธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อด้วย บริษัทมีรายได้ดอกเบี้ยรับ 83%, รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ 17% (ซึ่งราว60% จากจำนวนนี้มาจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย) และรายได้อื่น 0.3%
ขณะเดียวกัน TIDLOR เน้นใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจ ให้บริการผ่าน Omni-channel ซึ่งทำให้มีจำนวนสาขาน้อยกว่าคู่แข่งขันในธุรกิจสินเชื่อจำนำ ณ ปัจจุบันมี 1,076 สาขา (ขณะที่ MTC, SAWAD มีเกือบ 5 พันสาขา) แต่มีเครือข่ายอื่นๆ ที่ไม่ใช่สาขา (เช่น การให้บริการผ่านสาขาของ BAY, เอเจนต์, ดีลเลอร์, เทเลเซลส์) ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม(MTC ไม่มีช่องทางนี้ ขณะที่ SAWAD จับมือกับธ.ออมสิน) ทั้งนี้TIDLOR มีรายได้จากสาขา 38% และรายได้จากที่ไม่ใช่สาขา 62%
ทั้งนี้ มีเป้าหมายขยายสินเชื่อปีละ 15-20% และขยายยอดพรีเมียมประกันภัยปีละ 40% ใน 3 ปีข้างหน้าเราประมาณการว่ารายได้ดอกเบี้ยรับเติบโตเฉลี่ย 19% ต่อปี, รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตเฉลี่ย 28% ต่อปีและค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้ลดลง ยังผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิจะเติบโตเฉลี่ย 29% ต่อปีในช่วงปี 64-66
สำหรับปี 64 คาดการณ์กำไรสุทธิขยายตัว 32% จากปีก่อน หนุนโดยรายได้ขยายตัว, ต้นทุนการเงินที่อยู่ในระดับต่ำแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นก็ตาม และสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้ (C/I ratio) ลดลง แต่ EPS growth ปี 64 จะเพิ่มขึ้น22% จากปีก่อน เพราะมี Dilution effect จากการเพิ่มทุนไอพีโอ
ส่วนคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่งและมี Coverag raito สูง ณ สิ้นปี 63 มี NPL ratio 1.7% (เพิ่มจาก 1.5% ในสิ้นปี 62)เพราะผลกระทบโควิด-19 แต่ก็อยู่ในระดับที่ต่ำ เพราะใช้เกณฑ์ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยลดLTV ลงเป็น 64% จาก 72% ในช่วงก่อนโควิด คาดว่า NPL ratio สิ้นปี 64 จะเปลี่ยนแปลงไม่มากจากสิ้นปี63 ด้านCoverage ratio ประมาณการไว้ที่ 320% โดยให้สมมติฐาน Credit cost 1.5% ในปี 64
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการพิจารณาเรื่องการเข้าซื้อกิจการ เพื่อขยายผลิตภัณฑ์และการให้บริการ, เพิ่มช่องทางการตลาด และอัพเกรดเทคโนโลยี ทั้งในส่วนธุรกิจสินเชื่อจำนำและธุรกิจนายหน้าประกัน รวมทั้งอาจจะขยายธุรกิจไปในภูมิภาคอาเซียนในลักษณะการเป็นพันธมิตรธุรกิจกับผู้ประกอบการในธุรกิจคอนซูเมอร์ไฟแนนซ์
ด้านบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 50 บาทต่อหุ้น โดยคาดว่ายอดสินเชื่อรวมจะเติบโต 18% ต่อปี โดยการใช้ประโยชน์จากการพัฒนาระบบดิจิตอล และคาดรายได้ดอกเบี้ยที่มีไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโตต่อเนื่อง 25% จากธุรกิจขายประกัน ซึ่งมีผลทำให้กำไรสุทธิปี 64-66 จะเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปี
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบีเคย์เฮียน ให้คำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 43 บาท โดยเชื่อว่าแนวโน้มผลประกอบการของ TIDLOR จะเติบโตที่เฉลี่ยที่ 23% ในปี 64-66 ซึ่งสามารถทำได้นั้นเหนือกว่าคู่แข่งที่เติบโตเฉลี่ย 16.7% หนึ่งในตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญคือการเติบโตอย่างรวดเร็วใน non-II ซึ่งคาดว่าจะเติบโตที่ 33% CAGR ในช่วงปี 64-66 นอกจากนี้ การเสนอขายหุ้น IPO ของ TIDLOR ยังสร้างสถิติสูงสุดใน SET ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาหุ้นของ TIDLOR สูงกว่าราคาเป้าหมายในระยะสั้น
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส จำกัด มองว่า แนวโน้มกำไรสุทธิปี 64 จะเติบโต 26% และปี 65 ที่ 28% สูงกว่าคู่แข่ง จากแนวโน้มสินเชื่อสุทธิปี 64-65 จะเติบโตเฉลี่ย 17% สอดคล้องกับฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นหลังไอพีโอและรายได้ค่านายหน้าประกันภัยเติบโตโดดเด่น ถือเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตได้ดีในระยะยาว รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และการขยายสาขาต่อเนื่องอีก 500 สาขาในปี 64-66 รวมถึงแนวโน้มรายได้ค่านายหน้าจากการขายประกันเติบโตต่อเนื่อง
ดังนั้นให้ราคาเป้าหมายปี 64 เท่ากับ 44 บาท โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่า TIDLOR มีศักยภาพในการเติบโตสูงในระยะยา หลังจากเข้าระดมทุนไอพีโอ แล้ว จากการขยายสาขาต่อเนื่อง หนุนสินเชื่อเติบโตได้ในระยะยาว
