การกลับมาของ “หุ้นชิ้นส่วนยานยนต์” และโอกาสครั้งใหม่ในอุตสาหกรรม EV
กลุ่มหุ้นในหมวดผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กำลังได้รับความสนใจจากเหล่านักลงทุน จึงทำให้เห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นทยอยถูกสะสมเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดจะเห็นปัจจัยบวกของการที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกมาเปิดเผยจำนวนการผลิตรถยนต์ในเดือน ต.ค.64 สามารถทำได้ที่154,038คัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน และเพิ่มจากเดือนก.ย. ที่ 10% และพลิกฟื้นจากที่ติดลบ 8% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์สะสม 10 เดือน อยู่ที่ 1,365,984 คัน เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ ของเดือน ต.ค. อยู่ที่ 64,462 คัน ลดลง13% จากปีก่อน แต่ดีขึ้นจากเดือนก่อน 13% จากนโยบายการเปิดประเทศและการผ่อนคลายล็อกดาวน์เมื่อวันที่1 กันยายนที่ผ่านมา
ส่วนยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 81,577 คัน เพิ่มขึ้น 14%YoY และ 10%จากเดือนก่อน นับเป็นการส่งออกสูงสุดรอบ 7 เดือนตั้งแต่การเกิดระบาด COVID-19 รอบ 3 ในไทย โดยส่งออกเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาดยกเว้นตลาดออสเตรเลีย และตลาดแอฟริกา เนื่องจากประเทศคู่ค้าได้ดำเนินการผลิตรถยนต์เกือบเป็นปกติแล้ว
เทรนด์ธุรกิจอนาคต
สำหรับมุมมองที่มีต่อหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า ผลประกอบการในไตรมาส 4/64 จะฟื้นตัวจากสถานการขาดแคลนชิฟเริ่มคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น หลังสถานการณ์โควิด19 ทั่วโลกเริ่มบรรเทาความรุนแรงลงเรื่อยๆ และการจัดงานมหกรรมยานยนต์ในช่วงปลายปีจะกระตุ้นยอดขายกลับมาเติบโต
ภาพรวมปี2564 เราคาดกำไรปกติกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ภายใต้coverage ของเรา ที่ 4,077 ล้านบาท เพิ่มขึ้น130% โดยเรายังคงสมมติฐานยอดผลิตรถยนต์ของอุตสาหกรรมปีนี้ที่ 1,650,000 คัน เพิ่มขึ้น15%จากปีก่อน สูงกว่าเป้า ส.อ.ท.คาด ที่ 1,600,000 คัน ซึ่งงวด 10 เดือนยอดผลิตรถยนต์อยู่ที่ 1,365,984 ล้านคัน คิดเป็น 83% ของประมาณการทั้งปี
สำหรับภาพรวมของกลุ่มคาดว่าปี 65 ผลประกอบการจะกลับสู่ภาวะปกติ สถานการณ์ COVID-19 รวมถึงปัญหาขาดแคลนชิพจะคลี่คลาย ซึ่งคาดตลาดยอดขายรถยนต์ในประเทศจะฟื้นตัว ประเมินยอดผลิตรถยนต์ในปี 2565 ปรับเพิ่มขึ้น 7% เป็น 1.77 ล้านคัน ขณะที่ประมาณการกำไรปกติกลุ่มยานยนต์เติบโต 12% เป็น 4,580 ล้านบาท
ดังนั้นจึงปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็นจาก “เท่ากับตลาด” เป็น “มากกว่าตลาด” เรามองว่าผลประกอบการผ่านจุดที่แย่สุดไปแล้วในไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ซึ่งตลาดรับรู้แล้ว ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งในไตรมาส 4 ส่วนปี 65 จะกลับสู่การเติบโตในระดับปกติตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่วนระยะยาวอุตสาหกรรมจะเริ่มกลับสู่วัฏจักรรอบใหม่ ในอุตสาหกรรม EV ซึ่งมีหลายบริษัทที่เริ่มปรับตัวรองรับการผลิตแล้ว
Top pick เลือกเป็น AH มูลค่าพื้นฐาน 34.40 บาท เรามองว่าผลประกอบการได้ผ่านจุดแย่สุดใน 3Q64 ที่โดนกระทบจากการ lockdown ทั้งที่ประเทศไทยและมาเลเซีย ขณะที่ 4Q64 จะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งขณะที่ราคาหุ้นยังถูก ซื้อขายที่ P/E เพียง7.4x และ6.6x ในปี2564 และ2565 ตามลำดับ
มุมมองอื่นต่อหุ้นชิ้นส่วน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) โดยปี 65 เราคงคาดยอดผลิตรถยนต์ที่ 1.60 ล้านคัน เพิ่มขึ้น12% จากปีก่อนใกล้เคียงกับเป้า ส.อ.ท. ที่ 1.55-1.60 ล้านคัน ทั้งนี้เรามองว่าการเติบโตที่โดดเด่นของผลประกอบการผ่านไปแล้ว ดังนั้นเรามีแนวโน้มปรับคำแนะนำกลุ่มยานยนต์เป็น NEUTRAL จาก BULLISH แต่คง SAT เป็น Top Pick เพราะกำไรสุทธิโตเด่น และมีจุดเด่นเรื่อง dividend yield คาดที่ 6-8% ต่อปี
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า ในระยะยาว STANLY มีจุดเด่นกว่ากลุ่มฯ จากชิ้นส่วนไฟรถยนต์สามารถเติบโตพร้อมกับ Trend EV Car โดยรวมมองราคาหุ้นไม่แพงเมื่อเทียบกับอนาคต นอกจากนี้สถานะการเงินปลอดภัยเป็น Net Cash ราว 5.3 พันล้านบาท คาด Div yield ราว 3.7% ต่อปี(จ่ายปีละครั้ง) คงแนะนำ “ซื้อ”

