คัด 5 หุ้นเด่น mai ในวันที่กำไรขาขึ้นไม่หยุด
หลังจากหุ้น mai ได้รายงานกำไรงวด 9 เดือนออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นทีมข่าวจะพานักลงทุนมาสำรวจความน่าสนใจของหุ้น mai จะเป็นอย่างไรกันบ้าง หุ้นไหนน่าสะสม และกำไรกำลังขาขึ้น อ่านได้ผ่านบทความนี้เลย
ล่าสุดนายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 173 บริษัท คิดเป็น 96% จากทั้งหมด 181 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 พบ บจ. ที่รายงานผลกำไรสุทธิจำนวน 118 บริษัท คิดเป็น 68% ของบริษัทที่นำส่งผลการดำเนินงานทั้งหมด
โดยผลประกอบการ บจ. mai ไตรมาส 3 ปี 2564 เทียบกับไตรมาส 2 ปี 2564 มียอดขายรวม 42,483 ล้านบาท ลดลง 1.6% ต้นทุนรวม 32,903 ล้านบาท ลดลง 1.5% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยจาก 22.6% เป็น 22.5% กำไรจากการดำเนินงาน (operating profit) 2,759 ล้านบาท ลดลง 2.5% ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงเล็กน้อยจาก 6.6% เป็น 6.5%
ขณะที่กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 2,804 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.3% และมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 3.8% เป็น 6.4% ซึ่งมีผลจากรายการพิเศษของบางบริษัท อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2564 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน พบว่ามียอดขายรวม 121,966 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน 7,765 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,430 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12.0%, 50.6% และ 463.5% ตามลำดับ
“ไตรมาส 3 ปี 2564 ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงและมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังลดลง แต่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวช่วงปลายไตรมาสจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ประกอบกับ บจ. สามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้งวด 9 เดือนแรก ปี 2564 ภาพรวม บจ. ใน mai มียอดขายและกำไรสุทธิเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3 ลำดับแรก คือ สินค้าอุปโภคบริโภค จากกลุ่มธุรกิจเครื่องมือแพทย์ รองลงมา คือ ธุรกิจการเงิน และทรัพยากร” นายประพันธ์กล่าว
เจาะหาหุ้นเด่นน่าสะสม
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กำไรสุทธิไตรมาส 3/64 ของบริษัทจดทะเบียน 177 บริษัทจาก 181 บริษัทใน mai อยู่ที่ 2,913 ล้น บาท เติบโตสูง 85%จากไตรมาสก่อน และ 110%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม 1.สินค้าอุปโภคบริโภคที่โตเด่น 312%จากไตรมาสก่อน และ 297%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นการขยายตัวของธุรกิจที่ขายสินค้าเกี่ยวกับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เช่น EFORL (+677% QoQ, +1113% YoY), WINMED(+591% QoQ, +63% YoY), SMD (+189% QoQ, 1,635% YoY) ที่ได้แรงหนุนจากการกลับมาระบาดของ COVID-19
2.อุตสาหกรรมธุรกิจการเงินพลิกกลับมามีกำไรจากไตรมาสก่อน และโตเด่น 1,008%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการกลับมามีกำไรของ BROOK, GCAP, MITSIB 3.กลุ่มบริการโตเด่น 92%จากไตรมาสก่อน และ 93%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของ ATP30, IMH, OTO, MORE, QTL, MVP เป็นต้น 4.กลุ่มเทคโนโลยีโต 6%จากไตรมาสก่อน และ 43%ช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของ DITTO, ICN, IIG, INSET, IRCP, PLANET สอดคล้องกับโลกยุคดิจิตอลที่ผลักดันให้ความต้องการด้าน Cloud, Security, IoTs เพิ่มขึ้น
ส่วนกลุ่มที่กำไรสุทธิปรับตัวลงทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน คือกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร, สินค้าอุตสาหกรรม และ อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างเป็นผลของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรง ซึ่งทำให้ภาครัฐออกมาตรการควบคุมเข้มเป็นระยะเวลาเกือบ 2 เดือน เช่น ห้าม รับประทานอาหารที่ร้าน มาตรการเคอร์ฟิวและการสั่งปิดแคมป์ก่อสร้าง
ดัชนี mai ยัง Outperform หุ้นใหญ่ แต่คาด Upside หลังจากนี้จำกัด
mai Index ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 67% YTD เทียบกับ SET Index ที่ปรับตัวขึ้น 13% YTD (ถึง 24 พ.ย. 64) ขณะที่ Index Ratio ระหว่าง mai:SET อยู่ที่ 0.35 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 12 ไตรมาสย้อนหลังที่ 0.30 เท่า และ PBV Spread ระหว่าง mai : SET อยู่ที่ 1.47 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 0.87 เท่า และเข้าใกล้ระดับ +1SD ที่ 1.88 เท่า ถือเป็นระดับที่ร้อนแรงของ mai เมื่อเทียบกับ SET ทั้งในมุมมองของ Index Performance และ Valuation
ดังนั้นเราจึงคาดว่า Upside ของ mai Index จะเริ่มถูกจำกัดลง โดยมีเหตุผลสนับสนุน คือ แนวโน้มต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น (สะท้อนมายัง Bond Yield อายุ 10 ปีของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 71bps. YTD อยู่ที่ 1.97%) ซึ่งหุ้นขนาดกลาง-เล็กจะมีความอ่อนไหวต่อแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่
แนะนำหุ้นที่กำไรเป็นขาขึ้น และมีความน่าสนใจเฉพาะตัว
เนื่องจาก Valuation ของหุ้นใน mai อยู่ในโซนที่ไม่ถูก จึงให้น้ำหนักไปที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/64 และปี 2565 ที่ยังเติบโตดี และเกาะไปกับ Theme การลงทุนภาพใหญ่ของฝ่ายวิจัยที่เน้น Domestic play มากกว่า Global play เพื่อรับกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า นอกจากนี้ยังชอบหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เช่น
1.BROOK ที่มีความชำนาญใน Digital Asset
2.INSET ที่ได้ประโยชน์จากการขยาย Data Center และการลงทุนด้านไอทีอย่างต่อเนื่อง
3.BBIK ได้ประโยชน์เต็มที่จากการ Transform ธุรกิจดั้งเดิมไปยังธุรกิจดิจิทัล
4.STI ที่จะได้แรงหนุนจากการกลับมาเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐฯ และ Valuation ไม่แพง
BE8 อีกหนึ่งที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation
ขณะที่อีกหนึ่งหุ้นที่น่าสนใจอย่าง BE8 ถือเป็นหุ้นในกลุ่มเดียวกันกับ BBIK ทีมข่าว Wealthy Thai ก็ได้สำรวจความน่าสนใจมาฝากนักลงทุนเช่นกัน ผ่านการประเมินโดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุว่า BE8อีกหนึ่งที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation ที่น่าสนใจ โดยคาดปีนี้มีกำไรสุทธิ 69 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 24 ล้านบาท และปี 65 จะเติบโตมาที่ระดับ 92 ล้านบาท
ส่วนฐานะการเงินแข็งแกร่ง งบดุลไตรมาส 2/64 ก่อนเข้าตลาดเป็น Net cash company บริษัทไม่ต้องการเงิน ลงทุน CAPEX ที่สูง ทำให้การเติบโตหลังเข้าตลาดขึ้นอยู่กับการขยายทีมงานและการ M&A เป็นหลัก บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตรายได้อย่างน้อย 20% ต่อปีในช่วง 3 ปีจากนี้ หนุนจากการเติบโตในตลาดไทย การออกสินค้าใหม่ การเติบโต Brand อื่นๆ เพิ่มเติมจาก Salesforce การขยายเข้าสู่ตลาดเวียดนาม และการ M&A ในอนาคต
นอกจากนี้บริษัทฯตั้งเป้าหมาย GPM ปรับเพิ่มขึ้นจาก scale ฝ่ายวิจัยประเมินเป้าหมาย ดังกล่าวมีความเป็นไปได้จาก การสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตของ Salesforce ในภูมิภาค Asia Pacific ที่ระดับ 24% ต่อปี และตลาดไทย Penetration ด้าน Digital Transformation ยังอยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้คาดกำไรปกติปี 2564 ที่ 69 ล้านบาท เติบโต 193%จากปีก่อน และปี 65 ที่ระดับ 92 ล้านบาท เติบโต32%หนุนจาก Backlogs ในมือที่แข็งแกร่ง ณ สิ้นไตรมาส 2/64 ที่ระดับ 123 ล้านบาท ฐานทุนที่แข็งแกร่งหลังเข้าตลาดทำให้มีจำนวนพนักงานเพื่อรับงานได้เพิ่มขึ้น และกระแส Digital Transformation ที่หนุนให้เกิดการประมูลงานจากองค์กรเอกชนที่ต้องปรับตัวต่อเนื่อง อิงจำนวนหุ้นหลังเข้าตลาดที่ 200 ล้านหุ้น ประมาณการคิดเป็น EPS ปี 2565 ที่ 0.46 บาทต่อหุ้น ประเมินราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 15.40 บาทต่อหุ้น อิง PER ที่ 33.6 เท่า เท่ากับค่าเฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มที่ให้บริการที่ปรึกษาด้าน IT และตัวแทนหุ้นใกล้เคียงในประเทศไทย
