หุ้นกลาง-เล็กซิ่งแรงไม่สนเกณฑ์ Cash Balance ใหม่ ฟากกูรูเตือนมีโอกาสโดนขายทำกำไร
ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นขนาดกลาง และขนาดเล็กปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง จนทำให้นักลงทุนขาซิ่งต่างยิ้มไปตามๆกัน แม้ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เริ่มใช้ Cash Balance ใหม่วันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ให้เหมาะสมและเพื่อที่จะป้องกันความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุนได้อย่างทันท่วงทีมากขึ้น
ด้วยการยกระดับของมาตรการให้เข้มขึ้นจากเดิม และเพิ่มมาตรการการหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว 1 วันทำการเป็นมาตรการในระดับสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว ทั้งนี้ มาตรการในแต่ละระดับ มีระยะเวลาเริ่มต้นจนถึงวันสิ้นสุดครั้งละ 3 สัปดาห์ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถพิจารณาขยาย หรือยกระดับมาตรการได้ เมื่อพบว่าสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ยังคงผิดปกติ
จากราคาหุ้นขนาดกลาง และขนาดเล็กมีความร้อนแรงจนติด most active value ทีมข่าว Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังนายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ซึ่งบอกกับเราว่า ภาพตลาดช่วงใกล้วันหยุดในช่วงที่ผ่านมาปริมาณการซื้อขายเบาบางลงไป ทำให้นักลงทุนพลิกกลับมาเทรดดิ้งหุ้นขนาดเล็กมากขึ้น เนื่องจาก หุ้นขนาดใหญ่เมื่อวอลุ่มการซื้อขายเบาลงการการปรับเพิ่มขึ้นจึงทำได้ยาก ทำให้นักลงทุนหันมาเทรดหุ้นขนาดเล็ก
ประกอบกับหุ้นขนาดเล็กที่ปรับเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่อิงกับประเด็นในเรื่องของพลังงานทางเลือก หลังจากที่เกิดสงคราม สังเกตุให้เห็นว่าในช่วงปลาย ก.พ.จนถึงปัจจุบันหุ้นที่เกี่ยวข้องดังกล่าวในทั่วโลกปรับตัวได้ดี กระแสตรงนี้จึงทำให้หุ้นในฝั่งของไทยเองปรับตัวขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจึงเกิดจาก 2 ส่วนที่ผลักดัน คือ วอลุ่มการซื้อขายเบาบางลงในช่วงวันหยุด และแรงหนุนจากเทรนด์ใช้พลังงานทางเลือก
อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะต้องระมัดระวัง คือ หุ้นมีขนาดเล็ก แต่มีมูลค่าการซื้อขายติด most active value จึงต้องระมัดระวัง การซื้อขายมีโอกาสเกิดขึ้นมาผิดปกติ ประกอบกับตลาดที่ปรับมาตรการ Cash Balance ที่เข้มข้นขึ้น เมื่อมีหุ้นใดหุ้นหนึ่งติด Cash Balance ขึ้นมาจริงๆ การขยับขึ้นจึงจะยาก และมีโอกาสโดนขายทำกำไร เพราะว่าเกณฑ์ Cash Balance ที่เข้มข้น ส่งผลต่อการทำราคาที่ยากขึ้นด้วย
เปิดโผหุ้นที่อาจติด Cash Balance
ล่าสุดมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส ( ประเทศไทย ) จำกัด ได้ออกมาประเมินวานนี้ (7 เมษายน 2565) หุ้นที่คาดจะติด Cash Balance ว่า คาดว่าหลักทรัพย์ที่จะติด Cash Balance คือ ALPHAX, BWG, BYD และ SVT หากติดจะเริ่มใช้สัปดาห์หน้า และติดยาวนานถึง 6 สัปดาห์
ข้อเสียของการใช้ Cash Balance คือ สภาพคล่องเก็งกำไรลดลง แต่ไม่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐาน ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ ให้การติด Cash Balance มีความเข้มงวดมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ 4 เม.ย.65 ที่ผ่านมา
สัปดาห์นี้ติดตามหลักทรัพย์หมดอายุการใช้ Cash Balance คือ GSC ถึง 8 เม.ย.2565 ว่าตลำดหลักทรัพย์ฯจะให้ขยายเวลาการใช้ Cash Balance หรือไม่
ส่วนหลักทรัพย์ที่ยังใช้ Cash Balance ต่อไปคือ JTS,DITTO,PRECHA,ETC ถึง 12 เม.ย. 2565 ARIN ถึง 18 เม.ย.2565 TEAMG ถึง 22 เม.ย.65 PROEN, TVT, BKD-W2 ถึง 29 เม.ย. 2565 และ TH,SCM-W1 ถึง 13 พ.ค.65
สำหรับหลักทรัพย์ติดเครื่องหมาย C ต้องใช้ Cash Balance เท่านั้น ได้แก่ ACAP,AQ,B52,DIMET,DVB,GLOCON,HEMP,HYDRO,JCKH,JUTHA,KKC,KWG,NEP,NEWS,NMG,PPPM,PSG,SDC,SOLAR,STOWER,T,TRC,TSI,UMS,WAVE
Cash Balance ใหม่ ทำให้หุ้นขนาดใหญ่น่าสนใจ
ขณะที่รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ที่ออกมาประเมินถึงมาตรการ cash balance ใหม่ โดยระบุว่า ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่าการปรับมาตการครั้งนี้มุ่งเน้นช่วยลดความร้อนแรงของหุ้นที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติลง และเป็นการสกัดกั้นการทำราคา ถือเป็นการลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุน พร้อมกับหนุนให้นักลงทุนหันมาโฟกัสที่ Valuation มากขึ้น หรือหุ้นขนาดใหญ่มากขึ้น และยังสอดคล้องกับสถิติในอดีตช่วงเวลาที่ใช้นโยบาย การเงินตึงตัว หุ้นขนาดใหญ่มักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

