สรุป 3 เหตุผลสำคัญ! ที่ตลาดหุ้นไทย อาจถูกแรงขายหนักในเดือนเม.ย.

ปรากฏการณ์ Sell in May ที่นักลงทุนคงจำได้ดี แต่ดูเหมือนรอบนี้นักวิเคราะห์ออกมาประเมินว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดค่อนข้างต่ำ แต่อาจกลายเป็น Sell in April แทน ซึ่งจะด้วยเหตุผลอะไร แล้วนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยต้องทำอย่างไร เพื่อรับมือประเด็นดังกล่าว Wealthy Thai มีคำตอบให้แล้ว


สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้เปิดเผยในบทวิเคราะห์ไตรมาส 2/65 ไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีใจความว่า Sell in May มีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งปีนี้ประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดค่อนข้างต่ำ โดยมีข้อสังเกตเชิงบวกคือ


1.ปรากฏการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นมาแล้ว 2 ปีติดต่อกัน (2563-2564) ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความผันผวนในช่วง COVID-19 ระบาด ที่อยู่ในระดับสูงกว่าปกติ จึงทำให้ผลของ Seasonal Effect ถูกหักล้างชั่วคราว แต่การเคลื่อนไหวของเดือน พ.ค. 2564 ที่บวก 0.7%จากเดือนก่อนหน้า ที่เป็นช่วงถูกกระทบจาก COVID-19 น้อยกว่าปี 2563 สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันจาก Sell in May เริ่มลดลง


2.กระแสเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่อง โดยปีนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 100,301 ล้านบาท (YTD ถึง 25 มี.ค.2565) และถ้าอิงจากข้อมูลสถิติ ปีไหนที่ต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิในไตรมาส 1 ปีนั้น มีโอกาสที่จะไม่เกิด Sell in May หรือถ้าเกิด ผลตอบแทนจะเป็นลบเพียงเล็กน้อย


3.คาดว่าปัจจัยเร่งปรากฏการณ์ Sell in May จะเกิดขึ้นในเดือน เม.ย. 2565 และอาจกลายเป็น Sell in April แทน ได้แก่ โอกาสผิดนัดชำระหนี้ของรัสเซีย ที่มีเงินต้นและดอกเบี้ยครบกำหนดในเดือน เม.ย.2565 มากที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนอื่นในปีนี้ และ Bond Yield ที่เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกดดัน Earning Yield Gap ให้แคบลง เพื่อรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่มีโอกาสขึ้นครั้งละ 50 bps. ในการประชุมวันที่ 3-4 พ.ค. 2565 เพราะฉะนั้น การพักฐานของตลาดหุ้นทั่วโลก (ถ้าเกิดขึ้น) ควรจะเกิดขึ้นก่อนที่ปัจจัยทั้ง 2 มีความชัดเจน


ทั้งนี้ล่าสุดนักวิเคราะห์ค่ายดังกล่าวก็ได้ออกบทวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวมาเพิ่มเติมภายใต้หัวข้อ “Sell in เม(ษา)… ความกังวลที่มาพร้อมกับ FED” โดยมีใจความว่า 3 เหตุผลที่ทำให้ประเมินว่า SET จะเกิด Sell in เม (ษา)


1.ความกังวลต่อนโยบายทางการเงินของสหรัฐฯที่มีความตึงตัวสูงขึ้น ซึ่งประเมินว่านักลงทุนจะมีความกังวลมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้วันประชุม FOMC ครั้งถัดไป 4 พ.ค. 2565 และจะมีการขายสินทรัพย์ลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงก่อนการประชุม โดยตลาดคาดการณ์ดังนี้

  • ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สิ้นปี 2565 จะอยู่ที่ 2.50-2.75% โดยจะมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 50 bps 3 ครั้งติดต่อกันในการประชุมวันที่ 4 พ.ค. 2565, 15 มิ.ย. 2565, และ 27 ก.ค. 2565

  • ให้รายละเอียดการลดขนาดงบดุล ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่และเริ่มเดือนละเท่าไหร่ โดยถ้าอิงจาก Fed Minute สำหรับการประชุมเมื่อ 15-16 มี.ค. 2565 Fed จะเริ่มลดขนาดงบดุล สูงสุดที่ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน แบ่งเป็นตั๋วเงินคลังและพันธบัตรรัฐบาล 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน และ MBS 3.5หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน


2.โอกาสการผิดนัดชำระหนี้ของรัสเซีย และ Evergrande อยู่ในระดับสูง


3.การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่สะท้อนมายัง PMI ภาคการผลิตเดือน มี.ค. 2565 ที่ลดลงเหลือ 48.1 ต่ำสุดในรอบ 25เดือน จากผลของมาตรการควบคุม COVID-19 อย่างเข้มงวด


Highlight สำคัญคือนโยบายของ Fed... พฤติกรรมในอดีตบอกอะไรบ้าง? 1. การขึ้นดอกเบี้ย แม้ในอดีตตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยเป็นภาพสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ในครั้งนี้การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไม่ได้มาจากภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งเป็นการทำเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่เร็วเกินไปกลับจะส่งผลเสียต่อภาพรวมเศรษฐกิจ รวมถึงต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนที่พุ่งสูงขึ้น


2.การลดขนาดงบดุล (QT) แผนการลดขนาดงบดุลของ Fed ครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งก่อนหน้าค่อนข้างมาก เนื่องจากในครั้งก่อนหน้า มีระยะเวลาให้ตลาดและนักลงทุนค่อยๆปรับตัว โดยที่ Fed เริ่มทำ QT หลังจากที่ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วเกือบ 2 ปี ขณะที่ครั้งนี้อาจจะมีการทำ QT หลังจากการขึ้นดอกเบี้ยไปเพียงแค่ 2-3 เดือน รวมถึงปริมาณเม็ดเงินที่ต่างกัน ทำให้ตลาดอาจ Shock จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินอย่างรวดเร็วได้


กล่าวโดยสรุปคือ ประเมิน 3 ปัจจัยที่เคยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยกำลังถูกบั่นทอน ทั้ง 1.การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่ถูกกระทบจากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าแรงที่ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.Valuation ที่ตึงตัว โดย PER2565 อยู่ที่ 18.3 เท่า (อิง EPS ตลาดฯปี2565 ที่ 92 บาทต่อหุ้น) คิดเป็น Earning yield 5.5% และคิดเป็น Earning yield gap 3.1% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 3.5% และกรอบบนที่ 4.0%


3.สภาพคล่องกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว จากการปรับนโยบายการเงินเป็นตึงตัวของ Fed และ ECB ขณะที่การผ่อนคลายนโยบายการเงินของ BOJ และ PBOC ไม่สามารถชดเชยได้ ส่วนสภาพคล่องในประเทศเริ่มทรงตัว เพราะเงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาทถูกใช้แล้วเกือบหมด และกำลังถูกกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่สูง 89% ของ GDP


เพราะฉะนั้น แนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยไม่เกิน 50% ของพอร์ตการลงทุนรวม โดยประเมิน Downside ของ SET Index ที่กรอบ 1,555-1,610 จุด คิดเป็น Earning Yield Gap ที่ 3.3-3.5% แนะนำพักเงินใน Dividend และDefensive play ที่มูลค่าไม่แพงเช่น BAM, KKP, M, MAKRO, WHA (แนะนำให้กำหนดจุด Stop loss และรักษาวินัยในการลงทุนอย่างเคร่งครัด)



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Stock of the Day
ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบ ปม "สุภาพร พิมพงษ์" หลังพบพิรุธส่อแวว “ข้อมูลไม่ตรงปก” ชี้หากข้อมูลเท็จ พร้อมเอาผิดตามกฎหมาย
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
ครึ่งแรกปี26 “ต่างชาติ” ซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 3 หมื่นลบ. ส่วนครึ่งหลังปีนี้มี “หุ้นกู้” ครบอายุกว่า 4.2 แสนลบ. ส่วนใหญ่ 90% เป็น “Investment Grade” !!!
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Video
“ONE-SINGEQ” โอกาสลงทุน "หุ้นสิงคโปร์"...รับ “การปฏิรูปตลาดทุน” ครั้งใหญ่ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ส่องมุมมอง 3 หุ้นเทคระดับโลก ใครถูกอัปเกรด ใครถูกหั่นคำแนะนำ?
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
KCE พ้นวัฏจักรขาลง Q3/69 จุดเริ่มต้นกำไรฟื้น ปรับราคาขาย-เพิ่ม HDI PCB หนุน โบรกฯ อัปเป้า 47 บ. แนะ “ซื้อเก็งกำไร”
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us